 |
 |
|
ความไวแสง (ISO) ค่าความไวแสง หรือค่า ISO คือค่ามาตรฐานสากลที่ถูกกำหนดขึ้นโดยองค์การ International Organization for Standardization อันที่จริงค่า ISO ได้ถูกกำหนดขึ้นมากมายในหลายๆ ด้านเพื่อใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลก เช่นมาตรฐานด้านความสะอาด มาตรฐานด้านความปลอดภัยเป็นต้น สำหรับการถ่ายภาพค่า ISO ได้นำมาใช้ตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์ม ฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพจะมีค่าความไวแสงหรือค่า ISO ต่างกันตามชนิดของฟิล์ม เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับงาน เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอลซึ่งเปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นเซนเซอร์รับภาพ ค่า ISO จึงเป็นค่าที่ใช้บอกคุณสมบัติในการรับแสงของเซนเซอร์แต่ละตัวที่ใช้ในกล้องดิจิตอลว่ามีช่วงการรับแสงมากน้อยแค่ไหน
ค่า ISO มีหน่วยความต่างเป็นสตอปเช่นเดียวกับค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะมีค่าความไวแสงอยู่ในช่วง ISO 100 ไปจนถึง ISO 1600 สำหรับกล้องบางรุ่นจะมีช่วงการรับแสงกว้างมากกว่ากล้องทั่วไป เช่นความไวแสงต่ำ ISO 50 หรือค่า ISO ที่สูงมากถึง 102400 ซึ่งเป็นกล้องสำหรับมืออาชีพที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษและมีราคาสูง ในการปรับตั้งโดยทั่วไปจะปรับเป็นขั้นละ 1 สตอป สำหรับกล้องที่มีการปรับตั้งอย่างละเอียดอาจแบ่งเป็นขั้นละ 1/2 หรือ 1/3 สตอป
|
ตารางแสดงค่าความไวแสง STANDARD FULL STOP ISO SCALE (ความไวแสงมาตรฐาน ขั้นละ 1 สตอป)
| ISO |
50 |
100 |
200 |
400 |
800 |
1600 |
3200 |
6400 |
12800 |
25600 |
ONE-HALF-STOP ISO SCALE (ความไวแสงขั้นละ 1/2 สตอป)
| ISO |
100 |
140 |
200 |
280 |
400 |
560 |
800 |
1100 |
1600 |
2200 |
3200 |
ONE-THIRD-STOP ISO SCALE (ความไวแสงขั้นละ 1/3 สตอป)
| ISO |
64 |
80 |
100 |
125 |
160 |
200 |
250 |
320 |
400 |
500 |
640 |
800 |
1000 |
|
|
ผลจากการปรับเปลี่ยนค่าความไวแสง การปรับเปลี่ยน ISO จะมีผลทำให้เซนเซอร์มีความไวในการทำปฏิกริยาต่อแสงเปลี่ยนไป ถ้าเลือกค่า ISO ต่ำความไวต่อแสงจะมีน้อยทำให้ต้องเปิดรับแสงมากขึ้นหรือนานขึ้น แต่ถ้าเลือกค่า ISO สูงความไวต่อแสงจะมีมากจึงต้องเปิดรับแสงน้อยลงหรือใช้เวลาเปิดรับแสงสั้นลง ยกตัวอย่างเช่น ที่ค่า ISO 100 มิเตอร์วัดแสงในตัวกล้องอ่านค่าเปิดรับแสงที่ต้องใช้อยู่ที่ F5.6 ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 วินาที หากเราเปลี่ยนไปใช้ความไวแสงที่สูงขึ้นเป็น ISO 200 ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนค่ารูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ให้ลดลงเพื่อให้ได้ค่าแสงที่พอดีดังเดิม โดยเลือกปรับตามสถานการณ์ให้เหมาะสม เช่นหากต้องการความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้นก็ให้ปรับไปที่ 1/30 วินาที และคงค่ารูรับแสงไว้ ค่าที่ได้ก็จะเป็นดังนี้ ISO 200, F5.6, 1/30 วินาที แต่หากภาพที่ถ่ายไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงแต่ต้องการคุมระยะชัดให้มากขึ้นก็ให้เลือกเปลี่ยนค่ารูรับแสงแทนดังนี้ ISO 200, F8, 1/15 วินาที จะเห็นว่าในการควบคุมค่าแสงนอกจากจะใช้ความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงเป็นตัวควบคุมแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จำเป็นมากนั่นก็คือค่าความไวแสง หรือค่า ISO การปรับเปลี่ยนค่าใดค่าหนึ่งจะส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนค่าอื่นตามไปด้วยเพื่อให้ภาพได้รับแสงพอดี ซึ่งในแต่ละค่าก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน การจะเลือกปรับค่าใดก็ต้องพิจารณาจากสถานการณ์ในขณะนั้นเป็นหลัก |
ตารางแสดงตัวอย่างความสัมพันธ์ในการปรับตั้งค่าความไวแสง ความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสง
|
1 |
2 |
3 |
4 |
5 |
6 |
7 |
8 |
9 |
10 |
11 |
| ISO |
100 |
200 |
200 |
400 |
400 |
800 |
800 |
1600 |
1600 |
3200 |
3200 |
| ความเร็วชัตเตอร์ |
1/15 |
1/30 |
1/15 |
1/60 |
1/15 |
1/125 |
1/15 |
1/250 |
1/15 |
1/500 |
1/15 |
| ขนาดรูรับแสง |
F4 |
F4 |
F5.6 |
F4 |
F8 |
F4 |
F11 |
F4 |
F16 |
F4 |
F22 |
|
|
จากตารางค่าการเปิดรับแสงแต่ละแถวในแนวตั้ง จะให้ปริมาณแสงที่เท่ากันหมดแต่จะให้ผลของภาพต่างกันขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนค่าที่เลือก อย่างเช่นในแถวแรก เลือกใช้ความไวแสง ISO 100 จะได้ภาพที่มีคุณภาพดีไม่มีสัญญาณรบกวนหรือนอยส์ แต่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพียง 1/15 วินาที ซึ่งเหมาะกับการถ่ายสิ่งของที่ไม่มีการเคลื่อนไหวและใช้ขาตั้งในการถ่าย เมื่อเปรียบกับค่าในแถวที่ 8 ที่ใช้ความไวแสงสูงถึง ISO 1600 และเลือกที่จะคงขนาดรูรับแสงไว้ตามเดิมคือ F4 ทำให้สามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงขึ้นคือ 1/250 วินาที ซึ่งไวพอให้เราสามารถถือกล้องถ่ายด้วยมือหรือถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ แต่จะปรากฏสัญญาณรบกวน (Noise) ในภาพมาก ทำให้คุณภาพของภาพลดลงเนื่องจากใช้ความไวแสงสูง ในแถวที่ 9 ใช้ความไวแสงเช่นเดียวกับแถว 8 คือ ISO 1600 แต่คงความเร็วชัตเตอร์ไว้ตามเดิมคือ 1/15 ขนาดรูรับแสงที่ F16 ทำให้เราได้ภาพที่มีช่วงระยะชัดในภาพมากขึ้น และจะปรากฏสัญญาณรบกวนในภาพมากเช่นเดียวกัน |
|
สำหรับค่าความไวแสงนั้นถึงแม้จะสามารถปรับเลือกได้ตามต้องการแต่มันก็มีข้อจำกัดที่ทำให้เราต้องระมัดระวังในการเลือกใช้เช่นกัน ค่าความไวแสงที่ให้คุณภาพของภาพที่ดีสุดและถือเป็นค่ามาตรฐานคือค่าความไวแสงที่ช่วง ISO 100 และ 200 การตั้งความไวแสงให้สูงเกินกว่า ISO200 ขึ้นไปจะทำให้คุณภาพของภาพลดลด ซึ่งจะปรากฏเป็นสัญญาณรบกวนทำให้ภาพหยาบมีลักษณะเป็นเกรนหรือเม็ดสีขึ้นในภาพที่เราเรียกว่า นอยส์ (Noise) ยิ่งค่า ISO สูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีสัญญาณรบกวนหรือนอยส์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากต้องการได้ภาพถ่ายคุณภาพดีก็ไม่ควรเลือกใช้ค่าความไวแสงที่สูงมากนอกเสียจากในกรณีที่เลี่ยงไม่ได้ เช่นเมื่อต้องถ่ายในสภาพแสงน้อยในที่ที่ห้ามใช้แฟลช แต่หากต้องการให้ภาพดูหยาบ เก่า เพื่อเสริมบรรยากาศให้กับภาพ การเลือกใช้ค่า ISO สูงๆ ก็ถือเป็นอีกเทคนิคที่นิยมใช้กัน โดยมากจะใช้กับภาพแนวไลฟ์ ภาพถ่ายชิวิตผู้คน ภาพขาว-ดำ หรือซีเปีย
ในกล้องแต่ละรุ่นจะใช้เซนเซอร์และตัวประมวลผลที่มีคุณภาพต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและระดับราคาของกล้อง ความแตกต่างนี้จะมีผลต่อการปรับเลือกค่าความไวแสงด้วย กล้อง DSLR เกรดโปรรุ่นปัจจุบัน ให้ไฟล์ภาพที่เนียนสวยแม้เลือกใช้ความไวแสงสูงระดับ ISO 1600 ในขณะที่กล้องระดับล่างหรือกล้องคอมแพ็คขนาดเล็กให้ภาพที่หยาบจนเห็นเม็ดสีที่ผุดขึ้นในภาพได้อย่างชัดเจนที่ค่าความไวแสงเดียวกัน บางรุ่นจะถูกจำกัดขนาดความละเอียดของภาพเมื่อต้องการใช้ความไวแสงสูง อย่างเช่นกล้องที่มีความละเอียดสูงสุด 10 ล้านพิกเซล ความไวแสงปกติจะอยู่ในช่วง ISO 100-800 ถ้าต้องการใช้ความไวแสงสูงขึ้นถึง ISO 1600 หรือ 3200 ต้องถ่ายที่ความละเอียดเพียง 5 ล้านพิกเซล อย่างนี้เป็นต้น ก่อนการเลือกซื้อกล้องดิจิตอลจึงควรตรวจดูรายละเอียดให้ดีว่าค่า ISO ที่ระบุเป็นค่าที่แท้จริงหรือไม่ |