 |
 |
| การถ่ายภาพคอนเสิร์ตจัดเป็นงานหินอีกประเภทหนึ่งสำหรับคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่เพียงแต่แสงวูบวาบจากเวทีที่ทำให้หลายคนลังเลในเรื่องค่าแสง การเคลื่อนที่ไปมาของศิลปินก็ทำให้หนักใจที่จะโฟกัสภาพได้ทัน ยังไม่ต้องพูดถึงแสงสีที่หลากหลายจนไม่รู้จะเลือกโหมดไวท์แบลานซ์แบบไหนดี ถ้าหากมันเป็นครั้งแรกของคุณก็คงไม่แปลกที่จะต้องรู้สึกเป็นกังวล ตัวผมเองเมื่อครั้งหัดถ่ายคอนเสิร์ตครั้งแรกบอกตามตรงว่าทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ลองอ่านบทความนี้ดูเผื่อจะช่วยให้คุณตระเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามจริง หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้คุณพอจะเห็นปัญหาที่รออยู่เบี้องหน้าว่าต้องเจอะเจออะไรบ้าง |
| กฏกติกามารยาท |
ก่อนจะถ่ายภาพคอนเสิร์ตเราควรต้องรู้ถึงกฏกติกาของผู้จัดงานให้ดีเสียก่อน ใช่ว่าคุณจะสามารถถือกล้องเดินดุ่มเข้าไปถ่ายได้ในทุกงาน สำหรับคอนเสิร์ตของศิลปินต่างชาติให้ทำใจได้เลยครับส่วนใหญ่จะไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ไม่ให้นำกล้องถ่ายภาพหรือกล้องวีดีโอเข้าในงานอย่างเด็ดขาด ก่อนเข้าจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจหากพบกล้องก็จะให้ฝากไว้เมื่อคอนเสิร์ตเลิกจึงค่อยมารับคืน จะยกเว้นเฉพาะช่างภาพสื่อฯ หรือนักข่าวที่ได้รับอนุญาตแต่ก็ให้บันทึกได้แค่ช่วงสามเพลงแรกเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเขาเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์มาก โดยเฉพาะการ์ดของทีมงานชาวต่างชาติจะเข้มงวดมาก ครั้งหนึ่งผมเคยเข้าไปบันทึกภาพคอนเสิร์ตร็อคสตาร์รุ่นเก๋า Rod Stewart เมื่อหลายปีก่อน ผมเข้าไปในฐานะสื่อฯ รวมกับช่างภาพอีกหลายคน เช่นเดียวกับทุกคอนเสิร์ตเมื่อครบสามเพลงแรกบรรดาการ์ดที่เป็นทีมงานคนไทยจะเข้ามากระซิบบอกให้เลิกถ่ายแต่อนุญาตให้นั่งชมต่อได้จนจบคอนเสิร์ต ผมเห็นช่างภาพไทยคนหนึ่งไม่รู้มาจากสำนักไหน พอเห็นการ์ดเดินกลับไปยืนประจำที่ก็แอบยกกล้องขึ้นถ่ายต่อ แค่เพียงไม่กี่นาทีก็มีหัวหน้าชุดการ์ดเป็นชาวต่างชาติเดินตรงปรี่เข้าไปหา แล้วกระชากกล้องจากมือของช่างภาพคนนั้นไป พร้อมกับเดินไปต่อว่าทีมงานที่เป็นคนไทยทำนองว่าทำไมยังปล่อยให้มีการถ่ายภาพอีกและให้เชิญช่างภาพคนนั้นออกไปจากฮอลล์ เหตุการณ์ต่อจากนั้นเป็นอย่างไรผมไม่ทราบแต่รู้สึกเสียหน้าแทนคนไทยเหลือเกิน
สำหรับคอนเสิร์ตของศิลปินไทยจะไม่ค่อยเข้มงวดเรื่องการถ่ายภาพเท่าไหร่ ส่วนใหญ่อนุญาตให้นำกล้องเข้าไปได้ แต่ถ้าคุณเป็นเพียงผู้ชมที่ซื้อบัตรเข้าไป หากเป็นคอนเสิร์ตที่มีการจัดการดีคุณจะถูกจำกัดอยู่ตามตำแหน่งของบัตร ทางที่ดีควรดูแผนผังเวทีและการแบ่งโซนผู้ชมเสียตั้งแต่ตอนจองบัตรล่วงหน้า เพื่อจะได้เตรียมอุปกรณ์อย่างเหมาะสม หากเลือกได้ควรจองบัตรที่ใกล้เวทีไว้ก่อนไม่จำเป็นต้องเป็นบัตรนั่ง โซนสำหรับยืนบริเวณรอบเวทีจะเหมาะกว่าเพราะคุณสามารถเดินไปมาเพื่อหาตำแหน่ง ได้ แต่อาจต้องเบียดเสียดกับผู้ชมจำนวนมาก แนะนำให้ไปถึงหน้างานก่อนเวลาพอสมควรให้มั่นใจว่าจะได้เข้าไปเป็นคนแรกๆ เพื่อให้อยู่แถวหน้าของผู้ชม คงไม่ดีแน่ถ้าต้องไปยืนแทรกอยู่ในหมู่คนดู เพราะคุณต้องถ่ายภาพผ่านหัวของผู้คนเหล่านั้นยิ่งบางช่วงที่มีการชูมือชู ป้ายกันคุณคงพอนึกภาพออกว่ามันจะเลวร้ายขนาดไหน ในบางคอนเสิร์ตที่ไม่ เข้มงวดมากคุณอาจเดินไปมาเพื่อหามุมถ่ายภาพได้ แต่หากต้องยืนถ่ายแนะนำให้อยู่แถวช่องทางเดินเพื่อหลีกเลี่ยงการยืนบังผู้ชมท่านอื่นที่นั่งชมอยู่ โดยเฉพาะที่นั่งบริเวณโซนกลางด้านหน้าเวทีซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่นั่งของบัตรราคาแพง หรือบัตรวีไอพีสำหรับแขกรับเชิญพิเศษ ผมเชื่อว่าคุณคงไม่อยากมีปัญหากับคนเหล่านี้แน่ และสำหรับคนที่ยอมเสียเงินซื้อบัตรในราคาสามสี่พันบาทเขาคงต้องคาดหวังจะได้ ชมศิลปินอย่างใกล้ชิดถนัดตา แต่ถ้ามีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มายืนถือกล้องบังอยู่ด้านหน้าเป็นใครก็คงไม่แฮปปี้ |
 |
| เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม |
ในยุคกล้องดิจิตอลอย่างทุกวันนี้ต้องบอกว่าเรื่องอุปกรณ์ควรให้ความสำคัญ เป็นอย่างมาก เพราะการถ่ายภาพคอนเสิร์ตเราต้องถ่ายในสภาพแสงน้อยเป็นส่วนใหญ่ จึงจำเป็นต้องใช้ความไวแสงสูงซึ่งโดยมากจะอยู่ในช่วง ISO 800 ขึ้นไป ถึงแม้ว่ากล้องส่วนใหญ่จะสามารถปรับเลือกค่า ISO ได้แต่ก็ใช่ว่ากล้องทุกตัวจะให้คุณภาพได้ดีเท่ากัน กล้องดิจิตอลบางรุ่นที่ช่วง ISO ขนาดนี้คุณจะได้ของแถมเป็นนอยส์ที่มากจนเกินจะรับไหว โดยเฉพาะกล้อง DSLR ที่ผลิตออกมาช่วงก่อนหน้านี้สักสามสี่ปี ถ้าเป็นกล้องประเภท SLR LIKE บางรุ่นแค่ ISO 400 ก็ไปไกลแล้วครับนอยส์แตกยับจนเกินแก้ไข โชคดีกล้องรุ่นใหม่ที่ผลิตออกมาระยะหลังแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างน่าพอใจ ยิ่งถ้าเป็นกล้อง DSLR รุ่นกลางกึ่งมืออาชีพขึ้นไปด้วยแล้ว ที่ช่วง ISO สูงขนาด 1600 ยังให้ไฟล์ภาพดีได้ในระดับหวังผล
หากว่างบประมาณไม่ใช่ปัญหาลองพิจารณาดูรุ่น D700 D3 ของ NIKON หรือจะเป็น CANON รุ่น 50D 5D MK II เพราะมันจะช่วยให้การถ่ายคอนเสิร์ตง่ายดายจนแทบไม่ต่างจากการถ่ายภาพในตอนกลางวันเลยทีเดียว ที่ความไวแสงระดับ ISO 3200 ของกล้องกลุ่มนี้ให้คุณภาพไฟล์ดีอย่างไม่น่าเชื่อ รวมไปถึงการโฟกัสภาพที่รวดเร็วแม่นยำในสภาพแสงน้อย การถ่ายต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง และประสิทธิภาพในการเก็บบันทึกข้อมูลอย่างทันอกทันใจ นั่นเท่ากับคุณมีเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้ภาพดีมากขึ้นอีกหลายเท่า เข้าทำนองจ่ายอย่างไรก็ได้อย่างนั้น แต่ถ้าความจำเป็นของคุณยังไม่ถึงขนาดนั้น กล้อง DSLR ระดับเริ่มต้นและระดับกลางก็สามารถถ่ายได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ต้องศึกษาและทำความรู้จักกับกล้องที่ใช้ให้ดี เรียนรู้ถึงขีดความสามารถและข้อจำกัดทั้งหลาย อาจต้องเหนื่อยกว่าหน่อยใช้ความพยายามมากกว่าแต่มันก็ช่วยให้คุณได้ฝึกทักษะอย่างเต็มที่ ผมเคยเห็นภาพคอนเสิร์ตงามๆ ที่ถ่ายจากกล้อง DSLR รุ่นประถมมาไม่น้อย เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเหมาเอาว่ากล้องรุ่นเล็กจะให้ผลงานภาพที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้
อีกหนึ่งคำถามที่มักได้ยินเสมอนั่นคือควรใช้แฟลชในการถ่ายคอนเสิร์ตหรือไม่ ตามมารยาทแล้วไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากแสงแฟลชจะทำลายบรรยากาศของแสงสีในงานคอนเสิร์ตแล้วมันยังเป็นการรบกวนตัวศิลปินด้วย ลองนึกภาพดูในขณะที่นักร้องกำลังเค้นอารมณ์ร้องเพลงซึ้ง ทุกคนในฮอลล์นิ่งฟังอย่างตั้งใจ บนเวทีมีเพียงแสงไฟฟอลโลว์จับอยู่ที่นักร้อง จู่ๆ ถ้ามีแสงแฟลชแวบออกมาผมว่ามันคงไม่เหมาะเท่าไหร่ ที่ไม่ค่อยซีเรียสเรื่องแฟลชจะเป็นคอนเสิร์ตประเภทร้องเต้นของวัยรุ่นที่มีแสงสีวูบวาบตลอดทั้งเพลง คอนเสิร์ตประเภทนี้มักจะเห็นแฟนเพลงพกกล้องคอมแพ็คเข้าไปถ่ายกันเกลื่อน ถ้าต้องการใช้แฟลชแนะนำให้ใช้เป็นแสงเสริมบางๆ เพื่อรักษาบรรยากาศแสงสีให้ได้มากที่สุด
ขาตั้งกล้องไม่มีความจำเป็นกับการถ่ายภาพคอนเสิร์ต นอกเสียจากคุณต้องการถ่ายอยู่กับที่นั่งผู้ชมด้วยเลนส์เทเลจากระยะไกล กรณีนี้แนะนำให้เลือกที่นั่งติดกับทางเดินหรือไม่ก็บนอัฒจันทร์ เพื่อไม่ให้ติดหัวผู้ชมด้านหน้า หรือหากต้องยืดขาให้สูงขึ้นเล็กน้อยก็จะไม่ไปบังผู้ชมท่านอื่นที่อยู่ด้านหลัง
การ์ดบันทึกภาพควรเตรียมให้พร้อม คำนวนเผื่อเหลือไว้ก่อน เพราะหากเจอกับการแสดงที่ตื่นตาจนกดชัตเตอร์เพลินจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายหากว่าการ์ดเต็มก่อนจบการแสดง ถ้าคุณวางแผนจะบันทึกด้วย RAW File คงต้องใช้การ์ดเปลืองสักหน่อย ยิ่งกล้องรุ่นใหม่ที่ให้ภาพความละเอียดสูงเกินกว่าสิบล้านพิกเซลขึ้นไป ความจุการ์ดระดับ 4 GB ดูจะน้อยไปหน่อยสำหรับการถ่ายแบบเต็มคอนเสิร์ตที่ส่วนใหญ่จะใช้เวลาสองถึงสามชั่วโมง ควรเลือกใช้เมโมรีการ์ดชนิดความเร็วสูงเพราะบางครั้งอาจต้องบันทึกต่อเนื่องคราวละหลายภาพ ถ้าต้องมาเสียเวลารอบันทึกข้อมูลลงการ์ดระหว่างบัฟเฟอร์เต็ม อาจทำให้พลาดจังหวะดีๆ อย่างน่าเสียดาย แนะนำให้เลือกซื้อเมโมรีการ์ดยี่ห้อที่ได้มาตรฐานระบุความเร็วจริงถึงแม้ราคาจะสูงกว่าบ้างก็ตาม จากประสบการณ์ส่วนตัวผมเคยซื้อไฮสปีดเมโมรีการ์ดที่ระบุความเร็วไว้ 133 x อันใหม่มา แต่ปรากฏว่ามันใช้เวลาในการเก็บข้อมูลนานกว่าการ์ดตัวเก่าของผมที่ระบุความเร็วแค่ 80 x เป็นเท่าตัว ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายภายหลัง |
 |
| ใช้เลนส์อะไรดี |
|
แนะนำว่าควรใช้เลนส์ค่อนข้างสว่างและโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว จากประสบการณ์ส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับประเด็นหลังมากกว่า เลนส์สว่างจำพวก F1.4, F1.8 ช่วยให้มองเห็นภาพในช่องมองได้อย่างชัดเจนแต่จะมีประโยชน์อะไรถ้ามันโฟกัสได้ช้ามาก ส่วนตัวแล้วผมเลือกใช้เลนส์ซูมที่มีขนาดรูรับแสง F2.8 เป็นซูมไวด์ขนาด 17-55 มม.หนึงตัว และเทเลซูมขนาด 70-200 มม.อีกหนึ่งตัว เลนส์เดี่ยวไวแสงอาจเหมาะกับคอนเสิร์ตที่ศิลปินนั่งหรือยืนร้องอยู่กับที่ แต่ไม่เหมาะกับคอนเสิร์ตร้องเต้นที่ใช้พื้นที่เวทีขนาดใหญ่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ขนาดทางยาวโฟกัสที่ตายตัวทำให้การจัดองค์ประกอบทำได้ยาก รูรับแสงที่กว้างมากช่วยเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ให้ไวขึ้นแต่ช่วงโฟกัสเพียงน้อยนิดก็ทำให้มีโอกาสพลาดสูงมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องถ่ายร็อคหรือแดนซ์คอนเสิร์ตที่ศิลปินทั้งร้องทั้งเต้นกระโดดพล่านไปมาทั่วเวที
เลนส์ซูมไวแสง F2.8..ความสว่างของเลนส์ระดับนี้เพียงพอที่จะทำให้กล้องหาโฟกัสได้รวดเร็วแม่นยำ ทางยาวโฟกัสที่ปรับเปลี่ยนได้ช่วยให้จัดองค์ประกอบได้หลากหลายกว่า แน่นอนว่าเลนส์กลุ่มนี้มีราคาสูงพอสมควรแต่มันก็ช่วยเพิ่มโอกาสได้ภาพดีๆ ขึ้นอีกมาก เลนส์ซูม F4 ถ้าเป็นช่วงเลนส์ไวด์ยังถือว่าใช้งานได้ดี มุมภาพที่กว้างช่วยให้การโฟกัสภาพด้วยระบออโต้ไม่เป็นปัญหามาก แต่ถ้าเป็นเลนส์เทเลซูมอย่าง 70-300 F4-5.6 คุณจะรู้สึกหงุดหงิดกับอาการวืดวาดไปมาของระบบโฟกัส และอาจต้องรอถ่ายในจังหวะที่แสงบนเวทีสว่างมากพอ ยิ่งเลนส์ซูมประเภทครอบจักรวาลอย่าง 17-200 มม. หรือ 28-300 มม. ไม่แนะนำให้ใช้เป็นอย่างยิ่ง
กล้องและเลนส์เพียงตัวเดียวจะให้ความคล่องตัวสูงเมื่อต้องเบียดกับผู้คนจำนวนมาก แต่มันก็ทำให้คุณต้องตัดสินใจว่าควรใช้เลนส์ตัวไหนดี เลนส์เทเลซูมช่วง 70-200 มม. หรือ 80-200 มม. ช่วยให้คุณเก็บภาพศิลปินได้อย่างใกล้ชิดจับอารมณ์ภาพได้จะแจ้ง ขณะที่ซูมไวด์ช่วง 16-35 มม. 17-40 มม. หรือ 17-55 มม. เก็บบรรยากาศแสงสีความยิ่งใหญ่ของเวทีคอนเสิร์ตได้ดีกว่า เลนส์ฟิชอายให้มุมมองแปลกน่าตื่นตาตื่นใจแต่ก็เหมาะกับการถ่ายในระยะประชิดเท่านั้น หากเลือกไม่ได้และจำเป็นต้องพกเลนส์มากกว่าหนึ่งตัวแนะนำให้ใช้กระเป๋าแบบคาดเอว หรือซองใส่เลนส์จำพวก Lens Pouch ไม่แนะนำให้สะพายกระเป๋ากล้องเพราะมันจะเหนี่ยวรั้งทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก
|
เลนส์ไวด์เก็บบรรยากาศแสงสีความยิ่งใหญ่ของเวทีคอนเสิร์ตได้ดี |
ส่วนเลนส์เทเลเก็บอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินได้อย่างใกล้ชิด |
| รูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ และ ISO |
เมื่อมีคนมาปรึกษาเรื่องถ่ายภาพคอนเสิร์ตผมมักแนะนำให้ใช้เลนส์สว่างแต่ไม่แนะนำให้ใช้รูรับแสงกว้างสุด ส่วนใหญ่เมื่อได้ฟังก็มักจะมีคำถามย้อนกลับมาว่าแล้วจะเสียเงินซื้อเลนส์แพงๆ ทำไมถ้าไม่ต้องการใช้รูรับแสงกว้างสุด ขออธิบายอย่างนี้แล้วกันนะครับ เลนส์ที่มีขนาดรูรับแสงกว้างตั้งแต่ F2.8 ขึ้นไปจะให้ภาพที่ใสสว่างช่วยให้เซนเซอร์โฟกัสทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วแม่นยำไม่มีอาการลังเล ส่วนใหญ่มีมอเตอร์ขับเคลื่อนชิ้นเลนส์สำหรับโฟกัสภาพอยู่ในตัวมันจึงได้เปรียบในเรื่องของการโฟกัสภาพ แต่ที่ไม่แนะนำให้ใช้ขนาดรูรับแสงกว้างสุดก็เนื่องจากโอกาสที่ภาพจะหลุดโฟกัสมีสูงมาก ยิ่งถ้าเป็นการถ่ายแบบเน้นเฉพาะที่ตัวศิลปินด้วยช่วงเลนส์เทเลก็ยิ่งมีโอกาสพลาดสูง ถ้าเป็นการจัดถ่ายที่ตัวแบบโพสท่านิ่งการจะใช้ขนาดรูรับแสงที่ F1.8 หรือ F2.8 ก็ไม่น่าเป็นปัญหา จากประสบการณ์ในการถ่ายภาพคอนเสิร์ตหลายๆ ครั้งที่ได้ลองใช้ขนาดรูรับแสงต่างกันระหว่าง F2.8 และ F4 ภาพที่ดีส่วนใหญ่มาจากการใช้ขนาดรูรับแสงที่ F4 เชื่อไหมครับว่าเปอร์เซนต์ของภาพที่สามารถโฟกัสได้อย่างถูกต้องมีมากกว่ากันเกินเท่าตัวทั้งที่ขนาดรูรับแสงต่างกันเพียงสตอปเดียว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงไม่แนะนำให้ใช้รูรับแสงกว้างมากเกินไป เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าทุกอย่างในภาพดีหมดแต่โฟกัสไม่เข้าเลย
ถ้าคุณเลือกใช้ขนาดรูรับแสงที่แคบลงมาอย่าง F5.6 ช่วงระยะชัดในภาพจะมีมากขึ้นแต่ต้องแลกมาด้วยความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำลง หรือค่า ISO สูงขึ้น สำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ที่ให้แสงสีเต็มพิกัดที่รูรับแสง F5.6 ก็ยังพอจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ขนาด 1/125 หรือ 1/250 วินาทีที่ ISO 800-1600 ได้ ถ้าเป็นพวกมินิคอนเสิร์ตที่ประหยัดแสงสีขนาดรูรับแสง F5.6 ดูจะแคบเกินไปเพราะความเร็วชัตเตอร์อาจเหลือต่ำเพียง 1/30 หรือ 1/60 วินาที ซึ่งเสี่ยงต่อการได้ภาพเบลอ แต่ถ้าหากคุณใช้กล้องระดับโปรที่สามารถถ่ายด้วยค่า ISO สูงระดับ 3200 แล้วยังให้คุณภาพไฟล์ที่ดีได้ก็ไม่ต้องคิดมากครับ ที่ F5.6 จะช่วยให้คุณได้ช่วงความคมชัดที่เพียงพอโดยเฉพาะถ้าต้องถ่ายคอนเสิร์ตที่มีศิลปินมากกว่าหนึ่งคน ระหว่างการแสดงควรหมั่นสังเกตรูปแบบการให้แสงในแต่ละช่วงด้วยซึ่งโดยมากจะอิงกับจังหวะอารมณ์ของเพลง เพลงเศร้าเพลงช้าส่วนใหญ่จะใช้ไฟฟอลโลว์ที่ตัวศิลปินเป็นหลักเสริมด้วยแสงสีสลับไปมาอย่างช้าๆ การโฟกัสภาพและการวัดแสงจะทำได้ง่าย รวมไปถึงมีเวลาให้จัดองค์ประกอบได้อย่างไม่รีบร้อน แสงสีจะถูกปล่อยอย่างเต็มที่ในช่วงพีคสุดของอารมณ์ ถ้าคุณรู้จักเนื่อเพลงและร้องตามได้คุณก็พอจะเดาออกว่าเป็นช่วงไหน จังหวะนี้ควรเก็บเกี่ยวภาพให้ได้มากที่สุดเพราะเป็นโอกาสที่เราจะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงขึ้น หรือจะเลือกใช้ความไวแสงให้ต่ำลงเพื่อให้ได้คุณภาพไฟล์ที่ดี ที่สำคัญมันเป็นช่วงที่มีสีสันสวยงาม สำหรับเพลงจังหวะเร็วหรือเพลงเต้นจะมีแสงสีเร้าใจเกือบตลอดรวมทั้งเอฟเฟคอีกมากมาย แต่ข้อเสียคือตัวศิลปินจะไม่อยู่นิ่งทำให้ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง แนะนำให้ใช้ตั้งแต่ 1/250 วินาทีหรือมากกว่าขึ้นไป ไม่ควรใช้ความเร็วที่ต่ำกว่า 1/125 วินาทีนอกเสียจากคุณจะถ่ายแบบไม่เน้นความคมชัดแต่ต้องการมูฟเมนท์ในภาพ
โดยส่วนตัวค่าหลักที่ผมใช้ในการถ่ายภาพคอนเสิร์ตจะเริ่มจากการตั้งค่ารูรับแสงที่ F4 ความเร็วชัตเตอร์ 1/125 ไว้เป็นมาตรฐานก่อน และตั้งค่า ISO ให้เป็นออโต้โดยจำกัดค่าสูงสุดไว้ที่ 1600 (ในกล้องบางรุ่นจะสามารถกำหนดช่วงการใช้งานของค่าออโต้ ISO ได้ว่าต้องการให้เริ่มต้นที่เท่าไหร่และสูงสุดเท่าไหร่) ผมจะปรับความเร็วชัตเตอร์ให้สูงขึ้นเมื่อศิลปินเคลื่อนไหวหรือมีการเต้น โดยใช้ที่ 1/250 วินาทีหรือสูงกว่าตามแต่สภาพแสงจะอำนวย และหากเจอสภาพแสงที่เลวร้ายมากๆ ขนาดรูรับแสงกว้างสุดจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่ผมจะใช้ |
 |
| ระบบวัดแสง |
ระบบวัดแสงเฉพาะจุดดูจะเหมาะกับการถ่ายภาพคอนเสิร์ตมากที่สุด ด้วยสภาพแสงที่เน้นตัวศิลปินเป็นหลักจนบางครั้งฉากหลังหรือพื้นที่ส่วนอื่นถูกปล่อยให้อยู่ในความมืด ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยจะให้ค่าที่โอเวอร์และหลอกให้เราใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าที่ควร นอกจากทำให้ภาพได้รับแสงมากเกินแล้วยังทำให้เราเสี่ยงต่อการได้ภาพที่ไม่คมชัดด้วย ผมใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุดเน้นค่าแสงไปที่ตัวศิลปินด้วยการซูมภาพให้ใกล้เข้ามาแล้วเล็งตำแหน่งวัดแสงไปที่ใบหน้า ผมจะไม่วัดแสงอยู่ตลอดเวลาแต่จะวัดค่าแสงหลักและปรับตั้งกล้องไปตามช่วงจังหวะของแสง อย่างเช่นในช่วงที่มีการเปิดไฟฟอลโลว์ที่ตัวศิลปินผมจะวัดแสงและใช้ค่านี้ไปตลอด ขณะถ่ายจะคอยสังเกตไปด้วยเมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบการให้แสงอย่างเช่นช่วงไฮไลท์ของเพลงหรือช่วงที่เป็นเพลงจังหวะสนุกที่มักเปิดแสงสีมากเป็นพิเศษผมจะวัดแสงใหม่และใช้ค่าแสงนี้ไปจนจบช่วง วิธีนี้ทำให้ผมไม่ต้องคอยพะวงกับการวัดแสงอยู่ตลอดและมีเวลาพอที่จะให้ความสำคัญกับการโฟกัสภาพและจัดองค์ประกอบ
ถ้ากล้องที่คุณใช้ไม่มีระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุดก็ไม่ต้องคิดมาก ใช้แบบเฉลี่ยที่เน้นบริเวณโฟกัสภาพแล้วลองถ่ายทดสอบดูในช่วงแรก ตรวจสอบภาพที่ได้ด้วยจอ LCD ปรับแก้ให้ได้ค่าที่เหมาะสมที่สุดแล้วใช้ค่านั้นเป็นหลัก คอยสังเกตและปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแสงในแต่ละช่วง แต่ไม่ต้องถึงกับคอยวัดแสงตลอดทุกภาพแบ่งเวลาไปเหนื่อยกับการโฟกัสภาพและหามุมงามๆ ด้วย |
 |
| ไวท์แบลานซ์ |
เป็นเรื่องยากหากจะให้กำหนดว่าควรใช้ระบบไวท์แบลานซ์แบบไหน แสงสีในแต่ละคอนเสิร์ตจะแตกต่างหลากหลายมาก แต่โดยรวมถ้าใช้โหมดออโต้ไวท์แบลานซ์ผิวคนจะออกสีส้มแดงเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคอนเสิร์ต ถ้าตั้งใจถ่ายด้วย RAW File แล้วปรับแต่งภายหลังก็อาจไม่ต้องคิดมาก เลือกใช้โหมดออโต้ได้เลย แต่บางงานถ้าต้องมานั่งปรับแก้สีเป็นร้อยภาพก็คงเหนื่อยไม่น้อย ถ้าคิดจะถ่ายด้วยไฟล์ JPEG โดยไม่ต้องมาปรับแต่งอีกคงต้องลองถ่ายในช่วงต้นคอนเสิร์ตแล้วเช็คจากจอ LCD ดูและปรับตั้งให้ได้ค่าที่ถูกใจ จากประสบการณ์ในหลายคอนเสิร์ตถ้าเลือกใช้ค่าไวท์แบลานซ์ในช่วง 3000-4000 องศาเควินจะได้สีผิวคนที่ดูเป็นธรรมชาติกว่า แต่จะลดความร้อนแรงของแสงสีโทนเหลืองแดงไปพอสมควร อย่าลืมว่าการถ่ายภาพคอนเสิร์ตเป็นการเล่นกับแสงไฟ ฉะนั้นสีสันที่ผิดเพี้ยนไม่ได้ถือเป็นเรื่องเสียหาย บางครั้งกลับเสริมอารมณ์ให้ภาพได้อย่างงดงาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้ถ่ายเป็นหลักว่าต้องการให้ภาพออกมาแนวไหน ในช่วงแรกอาจต้องลองผิดลองถูกอยู่บ้างแต่ถ้าคุณให้ความสนใจกับมันอย่างจริงจังก็คงใช้เวลาไม่นานที่จะเรียนรู้ |
 เมื่อใช้ระบบไวท์แบลานซ์แบบออโต้ ผิวคนจะมีสีอมส้มแดงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคอนเสิร์ต |
 หลังปรับแก้สีให้ถูกต้องด้วยโปรแกรมโฟโต้ชอป |
| โฟกัสและถ่ายต่อเนื่องเพื่อจับจังหวะที่ดีสุด |
| ช่วงที่ศิลปินเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเพลงอย่างเมามันจะเป็นช่วงที่โฟกัสภาพได้ยาก และไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าขณะที่ชัตเตอร์ทำงานจะได้ภาพในจังหวะดีหรือไม่ บางครั้งได้ภาพขณะหลับตา บางทีมีไมค์บังหน้า หรืออาจเป็นตอนที่หน้าตาเหยเก ผมมีภาพประเภทนี้อยู่ไม่น้อยจนทำให้รู้ว่าการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียวไม่อาจคาดหวังภาพที่สมบูรณ์แบบได้เสมอไป ระยะหลังผมใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบต่อเนื่องร่วมกับระบบบันทึกภาพต่อเนื่องความเร็วสูงเพื่อเก็บภาพในช่วงจังหวะดังกล่าว เมื่อวางตำแหน่งภาพได้และตัวศิลปินอยู่ในกรอบโฟกัสผมจะกดชัตเตอร์ค้างเพื่อบันทึกภาพต่อเนื่องเป็นชุดในช่วงจังหวะสั้นๆ แต่ถ้าหากมีการเต้นหรือวิ่งอย่างรวดเร็วก็จะกดชัตเตอร์ค้างนานหน่อยให้ได้ภาพหลายๆ แอ็คชั่นเพื่อนำมาคัดเลือกภายหลัง วิธีนี้ทำให้เห็นว่าแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงเสี้ยววินาทีตำแหน่งต่างๆ ในภาพเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งภาพที่ดูดีอยู่แล้วอาจมีภาพที่ดีกว่าเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในภาพ ดูตัวอย่างจากภาพชุดที่นำมาให้ชม เป็นการถ่ายต่อเนื่องในช่วงที่ศิลปินยืนร้องและเต้นไปมา ทั้งหมดไม่ถือเป็นภาพเสียสามารถนำไปใช้งานได้ทุกภาพ แต่ภาพที่ถูกเลือกให้เป็นภาพใหญ่คือจังหวะที่ผมชอบและลงตัวมากที่สุดทั้งลีลาของนักร้องและตำแหน่งของแสงไฟ |
 |
 |
| จับภาพให้ทันเหตุการณ์ |
| ช่างภาพที่ดีต้องเป็นคนช่างสังเกต ต้องเป็นพวกที่มือไวพอๆ กับสายตา ระหว่างที่เราเล็งภาพผ่านช่องมอง สายตาเราต้องทำงานหลายอย่าง ไม่เพียงต้องมองหามุมภาพองค์ประกอบที่สวยงามเท่านั้น ยังต้องคอยสังเกตสิ่งต่างๆ ที่กำลังดำเนินไปภายในกรอบภาพ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด นอกจากตาต้องไวแล้วนิ้วก็ต้องพร้อมจะลั่นชัตเตอร์ได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับภาพนี้ขณะที่ผมกำลังจัดคอมโพสภาพ จู่ๆ คุณสาวประเภทสองคนที่อยู่ด้านขวาก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนทำให้นักร้องแสดงสีหน้าอาการออกมาอย่างที่เห็น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ โชคดีผมไวพอที่จะกดชัตเตอร์เก็บภาพในจังหวะนี้ไว้ได้ |
 |
| ถ่ายมุมเงยเพื่อเล่นกับแสงไฟ |
| หากมีโอกาสได้เข้าไปถ่ายใกล้กับเวทีแสดง ลองแหงนกล้องขึ้นถ่ายมุมเงยดูบ้าง ในทุกเวทีคอนเสิร์ตต้องมีแผงไฟที่ติดตั้งอยู่ด้านบนเสมอ การก้มตัวลงต่ำแล้วเงยกล้องขึ้นจะทำให้คุณสามารถดึงเอาแสงสีของดวงไฟเข้ามาประกอบในภาพได้ ผมมักใช้วิธีนี้เสมอเพื่อไม่ให้ภาพจืดชืดหรือมีแต่แบ็คกราวน์ดำมืด ข้อควรระวังคือ ไม่ควรก้มลงต่ำเกินไปหากว่าศิลปินที่กำลังแสดงเป็นผู้หญิงและนุ่งกระโปรงสั้น ระวังคนอื่นจะเข้าใจผิดคิดว่าคุณเป็นพวกโรคจิต ไม่ควรใช้เลนส์จำพวกซุปเปอร์ไวด์เข้าไปถ่ายในระยะประชิดแล้วเงยกล้องมากๆ สัดส่วนที่เพี้ยนเกินเหตุจะทำให้ภาพลู่เอียงและตัวศิลปินกลายเป็นมนุษย์ประหลาดขาใหญ่หัวลีบ |
 |
| ย้อนแสงไม่ใช่เรื่องต้องห้ามแต่น่าลอง |
| ภาพถ่ายย้อนแสงช่วยเสริมสร้างอารมณ์ให้กับภาพได้ดีไม่เว้นแม้กับการถ่ายคอนเสิร์ต แสงแฟลร์ที่ฟุ้งเป็นดวงอาจเป็นสิ่งน่ารังเกียจสำหรับบางภาพ แต่หากคุณกำหนดให้มันอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมลงตัว บางทีมันก็ช่วยให้ภาพดูดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ ภาพนี้ผมจงใจถ่ายย้อนแสงโดยตรงเพราะต้องการให้เป็นภาพซิลลูเอท ในครั้งแรกผมหลบมุมดวงไฟโดยใช้ตัวนักร้องบังแสงไว้ ผมได้ภาพกึ่งเงาดำที่มีริมไลท์รอบตัวนักร้อง เป็นภาพที่ผมชอบภาพหนึ่ง แต่เมื่อผมลองขยับมุมเล็กน้อยให้แสงลอดผ่านช่วงลำตัวและแขน มันทำให้เกิดแสงฟุ้งและแฟลร์เป็นดวง ผมถ่ายมาอีกชอทแล้วเลยเปลี่ยนใจมาชอบภาพใหม่แทน |
 |
| หน้าเวทีใช่จะดีเสมอไป |
| ทำเลทองที่ช่างภาพคอนเสิร์ตส่วนใหญ่แย่งกันจับจองมักจะเป็นด้านหน้าเวที มันช่วยให้ช่างภาพที่ขี้เกียจเดินไปมาสามารถเก็บภาพทั่วเวทีได้อย่างไม่ต้องเหนื่อย ไม่ว่าตัวศิลปินจะอยู่ตำแหน่งไหนหากคุณอยู่บริเวณด้านหน้าของเวทีก็สามารถเก็บภาพได้ด้วยการหันกล้องตาม แต่มีดีก็ต้องมีเสีย ปัญหาที่ต้องพบอยู่เสมอเมื่อคุณต้องถ่ายแบบประจันหน้ากับนักร้องนั่นก็คือมือที่ถือไมค์มักจะบังหน้าของนักร้องเอง รวมไปถึงเงาที่พาดตกบริเวณปาก คาง และคอ มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทางเดียวที่ทำได้คือต้องรอถ่ายในจังหวะที่นักร้องเอียงหน้าหรือหันข้าง |
 |
 |