 |
 |
| เมืองเล็กที่ไม่เคยหลับไหล ภาพนี้ถ่ายจากบนพระธาตุดอยกองมูจังหวัดแม่ฮ่องสอนตอนตีสี่ หันกล้องไปทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางทิศเหนือ สังเกตเส้นดาวจะวิ่งเป็นแนวขวาง เลนส์ซูมไวด์ขนาด 12 - 24 มม. F5.6 ชัตเตอร์ B เปิดค้างนาน 11 นาที, 2800ºk |
ทุกทริปการเดินทางของผม หากเป็นไปได้โปรแกรมนอนดูดาวและถ่ายภาพแสงจันทร์มักถูกบรรจุอยู่ด้วยเสมอ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นนักดูดาวนะครับ เปล่าเลย คำว่าดูดาวของผมหมายถึงดูจริงๆ คือนอนดูเฉยๆ ไม่ได้ศึกษาการเคลื่อนที่ของดวงดาวหรืออะไรที่เกี่ยวกับทางดาราศาสตร์ ผมแค่ชอบเวลาแหงนมองฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ บรรยากาศแบบนี้สำหรับคนเมืองอย่างผมคงไม่มีโอกาสได้เห็นหากไม่ดั้นด้นเดินทาง ส่วนการถ่ายภาพผมถือว่าเป็นของแถมคือถ่ายก็ได้ไม่ถ่ายก็ไม่เป็นไร แต่ถึงยังงั้นทุกครั้งที่ปลดล็อคสายลั่นชัตเตอร์หลังถ่ายภาพเสร็จ ก็อดลุ้นไม่ได้ทุกทีไป เสน่ห์อย่างหนึ่งของการถ่ายภาพแสงจันทร์หรือเส้นดาวก็คือช่วงเวลาขณะที่กล้องกำลังทำการบันทึกภาพ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ซึมซับบรรยากาศไปด้วย สำหรับคนที่ไม่ชอบมันจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อเอามากๆ กับการที่ต้องมารอคอยเฝ้ากล้องระหว่างถ่ายแต่ละภาพ หากใจไม่เย็นพอแนะนำให้มองข้ามการถ่ายภาพประเภทนี้ไปได้เลยครับ |
 |
| ช่วงเช้ามืดประมาณตีห้าบริเวณจุดชมวิวห้วยน้ำดัง ภาพนี้หันกล้องไปทางทิศเหนือ สังเกตดาวเหนือจะไม่หมุน ดาวอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ดาวเหนือจะเคลื่อนที่เป็นรูปวงกลม เลนส์ 12 - 24 มม., F4, ชัตเตอร์ B นาน 25 นาที, ISO 200, 2500ºk |
| อุปกรณ์ที่จำเป็น |
|
มาดูกันว่าก่อนจะไปถ่ายภาพแสงจันทร์เราจำเป็นต้องเตรียมอะไรบ้าง -กล้องถ่ายภาพ: ต้องเป็นกล้องที่มีชัตเตอร์ B ที่สำคัญควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม และหากเป็นไปได้ควรมีแบตฯ สำรองอีกอย่างน้อยหนึ่งก้อนเผื่อไว้ด้วย ยิ่งถ้าคุณวางแผนจะถ่ายภาพแสงจันทร์ช่วงใกล้เช้าแล้วต่อด้วยการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ขึ้นก็ยิ่งต้องเตรียมเผื่อไว้ เพราะการถ่ายภาพแสงจันทร์จำเป็นต้องเปิดชัตเตอร์ค้างเป็นเวลานานจึงทำให้เปลืองแบตฯ เป็นพิเศษ -เลนส์: เลนส์หลักควรเป็นเลนส์มุมกว้างหนึ่งตัว ยิ่งมุมรับภาพกว้างมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเก็บเอาหมู่ดาวมาไว้ในภาพได้มากขึ้นเท่านั้น แต่มันก็จะทำให้จุดหรือเส้นดาวในภาพชัดเจนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเลนส์ทางยาวโฟกัสสูง ทางที่ดีให้เผื่อเลนส์ช่วงกลางหรือเทเลต้นๆ ไปด้วยอีกหนึ่งตัวจะได้ถ่ายในแบบที่ต่างกันให้ได้ภาพที่หลากหลาย -เมโมรี่การ์ด: ในการถ่ายภาพแสงจันทร์หรือเส้นดาวค่อนข้างเสียเวลาในการถ่ายแต่ละภาพนานเป็นพิเศษ จึงไม่ค่อยเปลืองเมโมรี่การ์ดเท่าไหร่ แค่เตรียมไปเผื่อการ์ดเสียหรือหล่นหายก็พอ -ขาตั้งกล้อง: จำเป็นมากขาดไม่ได้ จะใช้ใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และกำลังในการแบก หากถ่ายในที่ที่มีลมพัดโกรกอยู่ตลอดต้องให้แน่ใจว่าขาตั้งที่ใช้จะนิ่งพอ -สายลั่นชัตเตอร์: อันนี้ก็จำเป็นมาก ควรใช้เป็นแบบล็อคได้นะครับ -หมวกหรือผ้าสำหรับคลุมกล้อง: ในตอนกลางคืนน้ำค้างเยอะครับ ยิ่งตามป่าเขาก็ยิ่งเยอะหากไม่มีอะไรคลุมกล้องไว้บ้าง กล้องอาจเปียกและเสียหายได้ -แฟลชหรือไฟฉาย: บ่อยครั้งที่จำเป็นต้องใช้แฟลชข่วยเปิดแสงในบางตำแหน่งเพื่อให้ภาพออกมาสมบูรณ์ที่สุด เตรียมไปด้วยไม่เสียหลาย หรืออาจใช้ไฟฉายที่มีกำลังแรงช่วยเพนท์แสงแทนก็ได้หากต้องการแสงในแบบที่นุ่มนวลกว่า -แผนที่ดูดาวกับเข็มทิศ: หากมีสองสิ่งนี้จะช่วยให้เราเลือกมุมกล้องเพื่อให้เห็นเส้นดาวในแบบที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ -เสื้อคลุมอุ่นๆสักตัว: ใส่ไว้หน่อยก็ดีครับร่างกายจะได้อบอุ่น ยิ่งในช่วงหน้าหนาวก็ยิ่งต้องใส่เดี๋ยวจะไม่สบายไปเสียก่อน
|
 |
| ภาพนี้ถ่ายบนยอดดอยสูงในคืนที่ไร้เมฆ จะเห็นดวงดาวต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ตั้งกล้องหันไปทางทิศเหนือเช่นกัน ถ่ายตอนช่วงเวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน เลนส์ 12 - 24 มม., F4, ชัตเตอร์ B นาน 40 นาที, ISO 200, 2800ºk |
| ทำความเข้าใจกันก่อน |
|
หลักการถ่ายภาพด้วยแสงจันทร์ก็ไม่ต่างจากการถ่ายภาพตอนกลางวันเพียงแต่สภาพแสงน้อยกว่ากันมาก จึงต้องชดเชยด้วยการเปิดชัตเตอร์ค้างเป็นเวลานานเพื่อสะสมปริมาณแสงให้เพียงพอจนเกิดเป็นภาพขึ้นมา คำว่านานในที่นี้หมายถึงหลายนาทีหรือบางทีอาจนานเป็นชั่วโมง งานนี้จึงเหมาะสำหรับกล้องที่มีชัตเตอร์ B และสามารถต่อสายลั่นชัตเตอร์หรือสายรีโมทได้ สิ่งที่ยากก็คือเราไม่สามารถใช้ระบบวัดแสงในตัวกล้องเพื่อคำนวนหาค่าบันทึกภาพที่เหมาะสมได้เหมือนในตอนกลางวัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้ค่าไหนในการถ่ายภาพ ตัวผมเองเคยได้สูตรในการถ่ายภาพเส้นดาวกับแสงจันทร์มาตั้งแต่สมัยใช้กล้องฟิล์ม เป็นค่าที่ช่างภาพอาชีพท่านหนึ่งได้เขียนลงไว้ในบทความของนิตยสาร Outdoor Photographer ของอเมริกานานหลายปีมาแล้ว ต้องขออภัยจริงๆ ที่ไม่สามารถจำชื่อของช่างภาพได้ ช่างภาพท่านนี้ได้ให้สูตรในการถ่ายภาพเส้นดาวกับแสงจันทร์ไว้ตามนี้ ในคืนพระจันทร์เต็มดวงถ้าใช้ความไวแสง ISO 100 ขนาดรูรับแสง F2.8 ให้เปิดชัตเตอร์นาน 5 - 10 นาที ถ้าพระจันทร์เพียงครึ่งดวงก็ให้เปิดชัตเตอร์นานขึ้นเป็น 15 - 30 นาที และถ้าเป็นคืนพระจันทร์เสี้ยวอาจต้องเปิดนาน 30 - 60 นาที เป็นสูตรที่ผมใช้มาตลอดแม้ในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอลก็ยังคงใช้สูตรนี้เป็นฐานในการคำนวน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะกับระบบดิจิตอลสักหน่อย นั่นคือเลือกใช้ความไวแสงให้สูงขึ้นเพื่อให้ระยะเวลาในการบันทึกแสงสั้นลง เพราะต้องการถนอมตัวเซนเซอร์รับภาพไม่ให้ต้องทำงานหนักจนเกินไป โดยมากผมจะใช้ที่ค่า ISO 200 เป็นมาตราฐาน แต่อาจปรับเปลี่ยนให้สูงขึ้นเป็น 400 หรือ 800 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้น เป็นต้นว่าถ้ามีเวลาถ่ายไม่มากหรือต้องการได้หลายภาพหลายมุม ก็จะเลือกใช้ความไวแสงสูงหน่อยเพื่อให้เวลาในการถ่ายแต่ละภาพสั้นลง จากสูตรนี้หากต้องการปรับเปลี่ยนขนาดรูรับแสงให้แคบลงเพื่อคุมระยะชัดในภาพ ก็ให้ชดเชยเวลาในการเปิดชัตเตอร์นานขึ้นตามอัตราส่วน หากลดขนาดรูรับแสงให้แคบลง 1 สตอป ก็ต้องเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานขึ้นอีกเท่าตัว เวลาที่ใช้ถ่ายจริงไม่จำเป็นต้องตรงเป๊ะทุกครั้ง ค่าที่ผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อยไม่กี่นาทีจะเห็นผลต่างในภาพน้อยมาก ใช้เป็นค่าโดยประมาณก็พอครับ
|
 |
| ภาพนี้ถ่ายจากภูชี้ฟ้าเวลาประมาณตีสี่ หันกล้องไปทางทิศเหนือค่อนมาทางตะวันตก เป็นวันที่มีเมฆมากทำให้เห็นดาวได้ไม่ชัดเจน สีขาวบนท้องฟ้าที่เห็นในภาพคือเมฆที่ลอยเคลื่อนที่ขณะเปิดชัตเตอร์ถ่ายภาพ เลนส์ 12 - 24 มม., F5.6, ชัตเตอร์ B นาน 25 นาที |
| ต้องการดาวเป็นเส้นหรือดาวเป็นจุด |
สำหรับการถ่ายภาพดาวจะมีด้วยกันสองแบบ คือแบบถ่ายให้เห็นดาวเป็นจุด หรืออีกแบบคือถ่ายให้เห็นเป็นเส้นลากยาว มาถึงตรงนี้อยากจะขอทบทวนถึงหลักการโคจรของโลกกับดวงดาวคร่าวๆ สักหน่อยนะครับ ในสมัยเด็กเราทุกคนได้เคยเรียนกันมาแล้วเกี่ยวกับการหมุนรอบตัวเองของโลก ในระหว่างที่โคจรรอบดวงอาทิตย์โลกเรายังหมุนรอบตัวเองไปด้วย ทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตก อันนี้ยังจำกันได้ใช่มั้ยครับ กับดวงดาวก็เช่นกัน การที่เราเห็นตำแหน่งของดาวในตอนกลางคืนค่อยๆ เปลี่ยนไปก็เกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ดังนั้นหากเราถ่ายภาพดวงดาวด้วยการเปิดชัตเตอร์ค้างเป็นเวลานาน ก็เท่ากับเรากำลังบันทึกภาพในขณะที่โลกเคลื่อนตัวหมุนไปด้วย ภาพที่ได้ก็จะดูเหมือนดวงดาวเคลื่อนที่ ยิ่งเปิดชัตเตอร์ค้างนานเท่าไหร่ดวงดาวที่เราเห็นเป็นจุดบนท้องฟ้าก็จะยิ่งเคลื่อนเป็นเส้นยาวมากขึ้นเท่านั้น ตรงกันข้ามถ้าเราต้องการถ่ายภาพดวงดาวให้เป็นจุดเหมือนอย่างที่เราเห็นด้วยตา เราก็ต้องพยายามเปิดชัตเตอร์ให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทำให้เราจำเป็นต้องเลือกใช้ความไวแสงค่อนข้างสูง กรณีนี้แนะนำให้ลองเริ่มต้นที่ ISO 400 และเลือกใช้ขนาดรูรับแสงกว้างสุดเท่าที่เลนส์จะสามารถทำได้ ส่วนความเร็วชัตเตอร์ให้ปรับยืดหยุ่นตามขนาดทางยาวโฟกัสเลนส์ เนื่องจากทางยาวโฟกัสของเลนส์จะมีผลต่อขนาดของจุดดาวในภาพ ยิ่งใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเห็นการเคลื่อนตัวของตำแหน่งดาวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นเป็นเพราะการใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสสูงเปรียบเสมือนการขยายภาพขึ้นมาเมื่อเทียบกับการใช้เลนส์มุมกว้างซึ่งจะเห็นเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในภาพ ถ้าต้องการถ่ายภาพแสงจันทร์โดยให้เห็นดาวเป็นจุด ลองใช้สูตรนี้ดูครับเป็นสูตรจากช่างภาพคนเดียวกันนี่แหละ ในคืนพระจันทร์เต็มดวงให้ใช้ค่า ISO 400 รูรับแสง F2.8 หากใช้เลนส์มุมกว้างช่วงประมาณ 20 มม. สามารถเปิดชัตเตอร์ได้นานถึง 30 วินาที เนื่องจากมุมรับภาพกว้างมากจึงแทบไม่เห็นตำแหน่งเคลื่อนของดวงดาวในภาพ แต่ถ้าใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสช่วง 50 มม. ไม่ควรเปิดชัตเตอร์นานเกิน 10 วินาที และปรับลดขนาดรูรับแสงลงเล็กน้อย |
| การดูทิศทางเพื่อกำหนดแนวเส้นของดาว |
สำหรับการถ่ายดาวให้เป็นเส้นสาย ทิศทางในการตั้งกล้องสำคัญมาก แนะนำให้ศึกษาวิธีดูดาวสักหน่อยเพื่อให้เราสามารถกำหนดทิศทางของเส้นสายดวงดาวที่จะเกิดในภาพได้ ไม่ต้องถึงกับแตกฉานหรอกครับ แค่เพียงให้รู้จักดาวและกลุ่มดาวที่สำคัญบางอันก็พอ ตัวผมเองช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ ก็อาศัยแผนที่ดาว หรือแผนที่ฟ้าของสมาคมดาราศาสตร์ไทยซึ่งมีขายที่ท้องฟ้าจำลองหรือศึกษาภัณฑ์และตามร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ จำได้ว่าตอนนั้นซื้อมาในราคา 50 บาท นั่นคือราวสิบปีก่อน ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าราคาเท่าไหร่ ยังไงก็คงไม่แพงมากหรอกครับ ถ้ารักจะถ่ายภาพดาวจริงๆ แนะนำว่าควรมีไว้ เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากจริงๆ นอกจากใช้ดูตำแหน่งและทิศทางการเคลื่อนที่ของดาวได้ตลอดทั้งปีแล้ว ยังใช้ดูช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกได้อีกด้วย แต่ถ้าไม่ต้องการดูดาวเอาแบบสะดวกรวดเร็วแนะนำให้พกเข็มทิศไปเลยครับ ถ้าเคยเห็นภาพถ่ายเส้นดาวมาก่อนจะเห็นว่าตำแหน่งการเคลื่อนที่ของเส้นดาวจะต่างกันไป บางภาพดาวจะเคลื่อนเป็นวงกลม บางภาพเป็นแนวขวาง โค้งไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะโลกเราหมุนในลักษณะรอบแกนของตัวเอง แกนที่ว่านี้คือขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ดังนั้นเมื่อเราตั้งกล้อง หันไปทางทิศเหนือหรือดาวเหนือ ซึ่งเป็นแนวแกนของโลก เราก็จะได้ภาพของดาวเหนือที่ไม่เคลื่อนที่ ส่วนดาวอื่นๆ จะเคลื่อนเป็นวงกลม ซึ่งเกิดจากการหมุนของโลก แต่ถ้าตั้งกล้องหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก เราก็จะได้ภาพดาวเคลื่อนเป็นแนวขวาง นี่เป็นหลักการง่ายๆ ที่ควรรู้ไว้สำหรับคนที่อยากจะลองถ่ายภาพเส้นดาว |
 |
| แผนที่ดูดาว หรือแผนที่ฟ้าของสมาคมดาราศาสตร์ไทย ใช้สำหรับหาตำแหน่งของดวงดาวในแต่ละคืนตลอดทั้งปี และยังใช้ดูเวลาขึ้นลงของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันได้ด้วย เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยขน์มากและราคาไม่แพง |
| ขั้นตอนและการเซ็ทค่าต่างๆ ของกล้อง |
-เมื่อถึงที่หมายที่ต้องการถ่ายภาพแสงจันทร์แล้ว ให้จัดแจงเซ็ทกล้องติดบนขาตั้งให้เรียบร้อย ต่อสายลั่นชัตเตอร์หรือสายรีโมทให้พร้อมใช้ -หาตำแหน่งหรือทิศทางที่เราต้องการโดยใช้แผนที่ดาวหรือเข็มทิศ -มองหาโฟร์กราวด์ดีๆ ให้กับภาพ ในตอนนี้ถ้าหากคุณเลือกใช้เลนส์มุมกว้างมากๆ ก็ต้องพยายามเลือกโฟร์กราวด์อย่างระมัดระวัง ในความมืดอาจมีสิ่งแปลกปลอมติดเข้ามาในภาพได้หากเราตรวจตราไม่ละเอียด -ตั้งค่าความไวแสงของกล้อง ในภาพแรกหากต้องการทดสอบสภาพแสงดูก่อน อาจเลือกใช้ความไวแสงสูงหน่อยประมาณ ISO 800 เพื่อให้ระยะเวลาในการถ่ายสั้นลง เพื่อตรวจสอบดูค่าแสงก่อน หากภาพที่ถ่ายทดสอบโอเค ก็ให้ปรับลดความไวแสงลง และชดเชยเวลาในการเปิดชัตเตอร์ให้พอดี -ถ้าหากกล้องที่ใช้มีระบบ Noise reduction แนะนำว่าควรปิดให้เรียบร้อยเสียก่อน -ตั้งค่าไวท์แบลานซ์ อุณภูมิสีของแสงจันทร์จะต่างจากดวงอาทิตย์มากมาย หากเราใช้ค่าไวท์แบลานซ์สำหรับแสงกลางวันภาพที่ได้จะมีสีอมส้ม ส่วนตัวแล้วผมชอบที่จะตั้งค่าไวท์แบลานซ์เองให้อยู่ในช่วง 2800 องศาเควิน หรือไม่ก็ตั้งในแบบ Tungsten เพื่อให้ได้ท้องฟ้าออกโทนสีน้ำเงิน -บันทึกแบบ RAW ไฟล์ เพราะเราสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขภาพเพิ่มเติมในภายหลังได้อย่างยืดหยุ่นกว่าไฟล์แบบ JPEG -ทำการโฟกัสภาพและยกเลิกระบบออโต้โฟกัสเสีย ในความมืดอาจจะโฟกัสภาพยากหน่อยแนะนำให้ใช้ไฟฉายส่องไปยังจุดใดจุดหนึ่งในภาพแล้วพยายามโฟกัสภาพให้ได้ ถ้าหากคุณเลือกใช้เลนส์มุมกว้างในการถ่ายและมั่นใจว่าในภาพไม่มีโฟร์กราวด์ที่อยู่ในระยะใกล้ จะใช้วิธีโฟกัสไปยังตำแหน่งอินฟินิตี้เลยก็ได้ แต่ต้องให้แน่ใจว่าเป็นตำแหน่งอินฟินิตี้นะครับ เลนส์ออโต้โฟกัสในปัจจุบันจะเผื่อระยะในการหมุนของมอเตอร์ซึ่งเลยตำแหน่งอินฟินิตี้ไป เวลาตั้งระยะต้องดูให้ดีอย่าใช้วิธีหมุนไปจนสุดนะครับ เพราะภาพจะไม่คมชัดเลย -ถ้ากล้องที่ใช้มีระบบล็อคกระจกสะท้อนภาพก็ให้เปิดใช้งานด้วย เพื่อให้กล้องนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยก็เริ่มการบันทึกภาพได้เลย ระหว่างนี้ก็นั่งเมาท์กับเพื่อนไป หรือนอนชมดาวเพลินๆ แต่อย่าเผลอหลับเสียล่ะ ตื่นมาอาจไม่มีกล้องและขาตั้งอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่แล้วก็ได้ |