 |
 |
บ่อยครั้งที่เรามองเห็นภาพสวย จนอดไม่ได้ที่จะต้องยกกล้องขึ้นถ่ายภาพเก็บไว้ แต่เมื่อเห็นภาพที่ปรากฏบนจอ LCD หลังกล้อง มันช่างต่างไปจากที่เราเห็นด้วยตาเปล่ามากมาย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสายตาคนเรามีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถปรับให้มองเห็นในสภาพแสงที่แตกต่างหลากหลายได้ ในขณะที่เซนเซอร์รับภาพของกล้องไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะในสภาพแสงที่มีค่าความต่างสูงมาก ๆ เช่นการถ่ายภาพในช่วงอาทิตย์ขึ้นหรือตกที่ความสว่างของท้องฟ้าจะต่างจากบริเวณอื่นมาก เมื่อมองด้วยตาเปล่าเราจะเห็นทั้งความงามของท้องฟ้าและรายละเอียดในส่วนอื่นได้อย่างครบถ้วน แต่เมื่อบันทึกมาเป็นภาพเราอาจได้สีสันท้องฟ้าที่สวยงามแต่องค์ประกอบอื่นเช่นทิวเขา ต้นไม้ อาคาร บ้านเรือน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราพยายามนำเข้ามาเป็นส่วนประกอบในภาพจะมืดดำ นั่นเป็นเพราะความสว่างที่ท้องฟ้ามีมากในขณะที่บริเวณอื่นในภาพสว่างน้อยกว่า การมองเห็นของนัยน์ตาเรามีช่วงการรับแสงกว้างมากหากเปรียบเทียบด้วยค่า F-stop ก็อยู่ในช่วงที่เกินกว่า 10 stop ขึ้นไป ส่วนเซนเซอร์รับภาพของกล้องมีช่วงการรับแสงที่สามารถเก็บรายละเอียดได้ตั้งแต่สว่างสุดไปถึงมืดสุดภายในภาพเดียวกัน โดยประมาณจะอยู่ในช่วงไม่เกิน 6-9 stop เท่านั้น จึงไม่แปลกที่ในหลาย ๆ สถานการณ์เราไม่สามารถบันทึกภาพให้สวยได้อย่างที่ตาเห็น นัยน์ตาเราสามารถมองเห็นใบหน้าของคนที่มีฉากหลังเป็นดวงอาทิตย์กับท้องฟ้าสีเหลืองส้ม มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายในห้องพร้อมกับวิวสวยที่อยู่ด้านนอก แต่เมื่อต้องการบันทึกให้เป็นภาพถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลเราจำเป็นต้องเลือกว่าอยากได้ภาพที่มองเห็นใบหน้าคนโดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าที่สว่างจ้าขาวโพลน หรืออยากได้ภาพดวงอาทิตย์กับท้องฟ้าโดยมีภาพเงาดำของคนอยู่เบื้องหน้า ต้องเลือกว่าอยากเก็บภาพบรรยากาศภายในห้องกับแสงจ้าจากนอกหน้าต่างหรืออยากได้ภาพวิวสวยด้านนอกกับกรอบดำมืดของหน้าต่างภายในห้อง นั่นเป็นเพราะกล้องไม่สามารถเก็บบันทึกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ได้หมดในสภาพแสงที่มีความต่างสูงมาก |
 |
| ความแตกต่างของแสงภายในและนอกตัวอาคารจะมีค่าความเปรียบต่างสูงมากซึ่งเราอาจมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ได้ด้วยตาเปล่า แต่เซนเซอร์รับภาพของกล้องดิจิตอลจะไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้หมด ดังในภาพจะเห็นว่าส่วนที่อยู่ในตัวอาคารนั้นดำมืดจนไม่เหลือรายละเอียดให้เห็น จะมีก็เฉพาะแต่วิวด้านนอกเท่านั้น |
 |
| ช่วงอาทิตย์ตกท้องฟ้ามักมีสีสันสวยงามแต่ก็มักเป็นช่วงที่สภาพแสงมีความเปรียบต่างสูง ด้วยวิธีการบันทึกภาพตามปกติหากเราเลือกที่จะเน้นแสงเพื่อให้ได้ท้องฟ้าที่สวยงาม ส่วนอื่นของภาพก็จะจมหายไปกับเงามืด |
 |
| ตรงกันข้ามถ้าเราต้องการให้เห็นรายละเอียดส่วนอื่นในภาพ เราก็จะได้ภาพที่มีท้องฟ้าสว่างจ้าจนไม่เหลือรายละเอียดให้เห็นเลย |
|
ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าหากภาพที่เราต้องการถ่ายเป็นภาพแลนด์สเคปที่แบ่งกันอย่างชัดเจนระหว่างท้องฟ้าด้านบนที่สว่างมาก กับโฟร์กราวน์ที่อยู่ส่วนล่างของภาพซึ่งสว่างน้อยกว่า กรณีนี้เราสามารถแก้ปัญหาในขณะถ่ายได้ด้วยการใช้ฟิลเตอร์ลดแสงแบบครึ่งซีก Graduate ND เพื่อช่วยลดความสว่างของท้องฟ้าด้านบนให้ใกล้เคียงกับฉากหน้า ก็จะสามารถเก็บรายละเอียดของภาพทั้งหมดได้ แต่ถ้าในภาพที่ต้องการถ่ายไม่ได้แบ่งส่วนมืดและสว่างแบบบนล่างชัดเจน เช่นเป็นภาพที่มีตึกสูงยื่นไปบนท้องฟ้า มีหน้าผาหินอยู่ด้านข้างของภาพ หรือต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านท่ามกลางท้องฟ้าที่สว่างจ้า กรณีเหล่านี้ฟิลเตอร์ลดแสงแบบครึ่งซีกคงไม่เหมาะเท่าไหร่เพราะซับเจคบางส่วนจะถูกบดบังแสงไปด้วยและจะยิ่งมืดไปใหญ่ เราคงจำเป็นต้องเลือกว่าจะเก็บรายละเอียดส่วนไหนของภาพเอาไว้ แล้วยอมปล่อยให้เสียรายละเอียดบางส่วนไป แต่ถ้าหากว่าต้องการจะเก็บรายละเอียดของภาพทั้งส่วนมืดและส่วนสว่างให้ได้หมดจริง ๆ ก็คงต้องใช้เทคนิคพิเศษในการถ่ายร่วมกับเทคนิคในการปรับแต่งภาพเข้ามาช่วย เทคนิคที่ว่านี้คือเทคนิค การทำภาพแบบ HDR หรือ High Dynamic Range Photo
|
|
คำว่า Dynamic range ในแง่ของการถ่ายภาพ หมายถึงช่วงการรับแสงในแต่ละภาพตั้งแต่สว่างน้อยสุดไปจนถึงสว่างมากสุดที่กล้องจะสามารถให้รายละเอียดได้ ซึ่งช่วงการรับแสงที่ว่านี้จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเซนเซอร์และระบบประมวลผลในกล้องเป็นหลัก คำว่ารายละเอียดในภาพหมายถึงส่วนที่สามารถบันทึกลวดลายพื้นผิวได้ เช่นผนังสีขาวที่มองเห็นลวดลายของเนื้อไม้หรือความหยาบของผิวปูน ถ้าหากบันทึกเป็นภาพแล้วสีขาวกลายเป็นปื้นนั่นแสดงว่ากล้องไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ หรือถ้าหากถ่ายภาพคนแล้วบริเวณผมเห็นเป็นปื้นดำไม่เห็นเป็นเส้นนั่นก็แสดงว่าไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ ความแตกต่างของค่าแสงในภาพเราเรียกว่าค่าความเปรียบต่างของแสงหรือคอนทราสต์แสง ซึ่งในการถ่ายภาพแต่ละครั้งค่าความเปรียบต่างของแสงจะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ เช่นในวันที่แดดจัดบริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรงกับบริเวณที่อยู่ในร่มเงาจะมีค่าแสงที่ต่างกันมาก แต่ในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆมากแดดจะไม่แรง ความเข้มของแสงจะลดลงเพราะถูกกรองด้วยเมฆแสงจะกระจายทั่ว ความเปรียบต่างของบริเวณที่ถูกแสงกับบริเวณที่อยู่ในร่มเงาก็จะลดลงด้วย
|
|
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายลองดูจากภาพตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างสภาพแสงจัดกับแสงนุ่ม สองภาพแรกเป็นการนำตุ๊กตาไปวางไว้ใกล้กับหน้าต่างเพื่อให้แดดส่องถึง จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าในสภาพแสงจัดแบบนี้ บริเวณที่ถูกแสงโดยตรงกับบริเวณที่ไม่ถูกแสงจะมีความต่างของแสงสูงจนกล้องไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้พร้อมกันภายในภาพเดียว ลองดูภาพแรกนะครับสังเกตบริเวณด้านขวาของใบหน้าตุ๊กตาที่ไม่ถูกแสงโดยตรง เราจะเห็นรายละเอียดได้ครบถ้วน แต่บริเวณซีกซ้ายตั้งแต่ต้นแขนลงมาจนถึงขาที่ถูกแสงโดยตรง จะสว่างจ้าจนกล้องไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้เลย แต่พอเปลี่ยนค่าการบันทึกแสงเพื่อให้บริเวณซีกซ้ายของตุ๊กตาไม่โอเวอร์สามารถเก็บรายละเอียดได้ ผลที่ได้ก็จะเป็นอย่างภาพตัวอย่างที่สองซึ่งถ่ายจากตำแหน่งเดียวกันไม่ได้ขยับตัวกล้องและตุ๊กตา เพียงแต่เปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ให้เพิ่มขึ้นเพื่อให้ส่วนที่โอเวอร์ได้รับแสงพอดี คราวนี้ได้รายละเอียดตรงส่วนสว่างมาครบ แต่กลับกลายเป็นว่าบริเวณด้านขวาที่ได้รับแสงน้อยกว่าจมหายไปกับความมืดไม่มีรายละเอียดให้เห็น นี่เป็นภาพตัวอย่างในสถานการณ์ที่มีค่าความต่างของแสงสูงเกินกว่าช่วงการรับแสงหรือ Dynamic range ของกล้อง บริเวณที่สว่างมากหรือมืดมากจนไม่เห็นรายละเอียด เป็นเพราะเกินช่วงการรับแสงที่เซนเซอร์จะให้รายละเอียดได้ คราวนี้ลองมาดูภาพตัวอย่างที่สาม ซึ่งจำลองสภาพแสงที่ต่างกันกับสองภาพแรก คราวนี้ย้ายตัวตุ๊กตาเข้าในร่มไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงแสงจัด จะเห็นว่าทั่วทั้งภาพตอนนี้ได้รับแสงสว่างใกล้เคียงกัน ทำให้ช่วงความต่างของแสงในภาพมีไม่มากกล้องจึงสามารถเก็บรายละเอียดได้ครบทั่วทั้งบริเวณของภาพ
|
 |
|
ในสภาพแสงแดดจัดส่องกระทบโดยตรงจะทำให้เกิดความเปรียบต่างของค่าแสงในส่วนที่ถูกแสงและส่วนที่เป็นเงาที่ชัดเจน ในภาพตัวอย่างจะเห็นว่าตุ๊กตาตั้งอยู่ในตำแหน่งที่แสงส่องมาจากด้านข้างทำให้บริเวณที่ไม่ถูกแสงเกิดเป็นเงา ช่วงความต่างของแสงที่เกิดขึ้นทำให้กล้องไม่สามารถเก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้ได้ ภาพนี้เราจะเห็นรายละเอียดในส่วนที่เป็นเงาด้านขวาของตัวตุ๊กตาได้ครบถ้วน ในขณะที่ซีกซ้ายตั้งแต่ต้นแขนลงไปจนถึงขาที่ถูกแสงแดดโดยตรงจะสว่างจะไม่เหลือรายละเอียดให้เห็น
|
 |
| เมื่อเราพยายามที่จะปรับค่าการบันทึกภาพใหม่เพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดในส่วนสว่างของภาพได้ ผลก็คือบริเวณที่เป็นเงาจะดำมืดจนไม่เหลือรายละเอียดแทน |
 |
| ในภาพตัวอย่างนี้เป็นการย้ายตัวตุ๊กตาหลบเข้าในที่ร่มเพื่อไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง ทำให้ค่าความเปรียบต่างของแสงในภาพลดลง จะเห็นว่าทั่วทั้งภาพได้รับแสงใกล้เคียงกัน เราจึงสามารถเก็บภาพที่มีรายละเอียดทั้งหมดได้ครบถ้วนด้วยวิธีการถ่ายแบบปกติ |
|
ในความเป็นจริงของการถ่ายภาพกับแสงธรรมชาติ เราคงต้องพบกับสภาพแสงที่แตกต่างหลากหลาย และแน่นอนว่าคงหลีกเลี่ยงสภาพแสงที่มีความปรียบต่างสูงจนเกินช่วง Dynamic range ของกล้องไม่ได้ โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพแลนด์สเคปที่ช่วงไฮไลท์ท้องฟ้ามีสีสันสวยงามคือช่วงอาทิตย์ขึ้นและตก ในสถานการณ์แบบนี้เราจำเป็นต้องถ่ายภาพในลักษณะย้อนแสงโดยตรง นั่นเท่ากับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในภาพจะหันด้านที่ไม่ถูกแสงให้กับกล้อง ตรงกันข้ามกับบริเวณท้องฟ้าที่มีแสงสว่างเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ ในสภาพแสงแบบนี้ไม่มีทางไหนเลยที่กล้องจะสามารถเก็บรายละเอียดได้หมดทั่วทั้งภาพ ซึ่งต่างจากที่เราเห็นด้วยตาเปล่า วิธีเดียวที่จะทำได้ก็คือต้องใช้เทคนิคการทำภาพแบบ HDR เข้ามาช่วย คำว่า HDR ย่อมาจาก High dynamic range การทำภาพแบบ HDR ในที่นี้จึงหมายถึงกระบวนการที่จะทำให้ได้ภาพในสถานการณ์ที่มีช่วงความต่างของแสงสูงเกินกว่าที่กล้องจะบันทึกรายละเอียดได้หมดนั่นเอง การทำภาพแบบ HDR สามารถทำได้หลายวิธี แต่ทั้งหมดจะอาศัยหลักการเดียวกันก็คือใช้วิธีบันทึกภาพตั้งแต่สองภาพขึ้นไปด้วยค่าที่ต่างกัน เพื่อเก็บรายละเอียดของแสงตั้งแต่ส่วนที่มืดสุดไปจนสว่างสุดให้ได้ครบถ้วนในขั้นตอนการถ่าย ส่วนจะบันทึกกี่ภาพต้องขึ้นอยู่กับสภาพแสงในขณะนั้นว่ามีค่าความต่างมากน้อยแค่ไหน หรือต้องการไล่โทนภาพละเอียดขนาดไหน เมื่อได้ภาพแล้วก็มาทำการปรับรวมภาพทั้งหมดด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้ซอฟท์แวร์ช่วยเพื่อนำรายละเอียดจากแต่ละภาพมาใช้เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด รายละเอียดครบถ้วนที่สุด ดังนั้นการจะทำภาพ HDR จึงไม่เฉพาะเป็นการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการโพรเซสไฟล์ด้วยคอมพิวเตอร์ร่วมด้วย นั่นหมายความว่าหากจะทำภาพ HDR เราจำเป็นต้องวางแผนไว้ให้ดีตั้งแต่ตอนถ่าย เพื่อนำภาพที่ได้มาทำ HDR ซึ่งการวางแผนสำหรับถ่ายภาพมาทำ HDR นั้น ช่างภาพจำเป็นเข้าใจถึงขั้นตอนการทำ และต้องรู้จักกับหลักการทำงานของซอฟท์แวร์ที่จะใช้ด้วย เพื่อให้เราสามารถกำหนดรูปแบบการถ่ายได้ถูกต้อง เนื่องจากซอฟท์แวร์แต่ละตัวมีวิธีการใช้และหลักการทำงานที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต
|
| ภาพแบบไหนที่ต้องทำ HDR |
| กระบวนการทำภาพ HDR คือกระบวนการปรับเกลี่ยแสงเพื่อให้ได้รายละเอียดทั้งในส่วนมืดและส่วนสว่างหรือเฉลี่ยในส่วนที่สว่างมากและมืดมากให้ใกล้เคียงกันเพื่อให้ภาพมีรายละเอียดครบถ้วน นี่คือหลักการทำภาพ HDR ซึ่งภาพส่วนใหญ่ที่มักนำมาทำก็จะเป็นภาพที่ยากต่อการถ่ายด้วยเทคนิคปกติ นั่นหมายถึงไม่สามารถใช้กล้องเพื่อบันทึกรายละเอียดของภาพได้หมด หรือบันทึกมาแล้วภาพดูไม่สวยงาม เราก็ต้องใช้เทคนิคการทำภาพแบบ HDR เข้ามาช่วยเสริม ยกตัวอย่างในช่วงเวลาที่แสงจัดจ้าท้องฟ้ากับพื้นด้านล่างมีค่าแสงต่างกันมากเกินกว่า 3 สตอปขึ้นไป ถ้าหากเราใช้วิธีถ่ายภาพตามปกติ เราจำเป็นต้องเลือกว่าจะเก็บรายละเอียดส่วนไหนของภาพไว้ บริเวณท้องฟ้าหรือพื้นดิน หากเราเลือกเน้นค่าแสงไปที่บริเวณท้องฟ้าเราก็จะได้ภาพที่มีท้องฟ้าสวยงามแต่พื้นล่างก็อาจมืดจนไม่มีรายละเอียด ตรงกันข้ามถ้าเราเลือกที่จะเน้นค่าแสงไปที่พื้นดินเราก็จะได้ภาพที่พื้นดินได้รับแสงพอดีแต่ท้องฟ้าก็จะขาวเว่อร์จนแทบไม่มีรายละเอียด หรือกรณีสุดท้ายถ้าเรามีความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดทั้งสองส่วนให้ได้หมดโดยใช้วิธีเฉลี่ยค่าแสงจากทั้งสองส่วน เราก็อาจจะได้ภาพวิวที่มีท้องฟ้าจืดชืดดูแล้วเป็นภาพที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ภาพแบบนี้แหละครับที่ควรนำมาทำ HDR |
| ถึงแม้ว่าการทำ HDR จะหมายถึงการทำภาพเพื่อให้สามารถบันทึกช่วงความต่างของแสงได้มากเกินกว่าที่กล้องจะทำได้ แต่ปัจจุบันเทคนิคการทำภาพแบบ HDR ถูกนำไปใช้กับภาพมากมายสารพัดไม่เฉพาะแต่กรณีดังกล่าวเท่านั้น ช่างภาพส่วนใหญ่ที่ได้เรียนรู้เทคนิคการทำภาพแบบ HDR และใช้อย่างคุ้นเคยแล้ว ก็มักนำไปประยุกต์ใช้กับภาพได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่นำไปใช้แก้ไขข้อจำกัดในการถ่ายภาพเท่านั้นแต่ยังนำไปใช้สร้างสรรค์ภาพที่ดูแปลกตาเหนือจริงกว่าภาพปกติทั่วไป ตรงนี้แนะนำว่าควรระมัดระวังในการทำภาพให้ดี หากว่าสนุกกับมันจนเพลินปรับแต่งจนมันมือไปหน่อย แทนที่จะได้ภาพที่ดูสวยอาจกลับกลายเป็นภาพที่ดูแปลกไปเลย |
| มีบางคนเข้าใจว่าการทำภาพ HDR เป็นการเฉลี่ยค่าแสงจากภาพที่ถ่ายด้วยสภาพแสงที่แตกต่างกันมาทั้งหมด ให้เป็นภาพที่มีสภาพแสงใกล้เคียงกันทั่วทั้งภาพ อันนี้ไม่จำเป็นนะครับ ขึ้นอยู่กับความสวยงามของภาพและความต้องการของเรามากกว่า ว่าต้องการปรับแต่งมากน้อยแค่ไหน บางจุดเราอาจต้องการเพิ่มความสว่างขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นรายละเอียดบ้างแต่ไม่จำเป็นว่าต้องปรับแต่งให้สว่างใกล้เคียงกับบริเวณอื่น อย่าลืมว่าภาพที่มีแสงเงาไล่โทนแบบเข้มบ้างสว่างบ้างยังคงเป็นภาพที่มีเสน่ห์เมื่อเทียบกับภาพที่มีความสว่างถ้วนทั่วทั้งภาพใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าการปรับแต่งโทนแสงในตำแหน่งต่าง ๆ ให้ได้อย่างที่ต้องการ อาจทำได้ยากหากเราใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับทำภาพ HDR มันจึงเหมาะกับการปรับแต่งด้วยตัวเองมากกว่า |
| การทำภาพแบบ HDR เทียม |
| อันที่จริงแล้วเทคนิคนี้ก็ถือเป็นการทำภาพแบบ HDR เช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่ว่าไม่ได้ใช้ขั้นตอนการถ่ายหลายภาพเพื่อเก็บสภาพแสงที่แตกต่างมารวมกัน แต่เป็นการปรับแต่งค่าแสงจากภาพที่มีอยู่แล้ว หมายความว่าภาพที่เราถ่ายมาแล้วแต่ยังไม่ถูกใจกับสภาพแสงโดยรวมของภาพ บางจุดดูสว่างเกินไปหรือบางจุดดูมืดทึบไปหน่อย เราก็สามารถนำมาปรับแต่งด้วยวิธีที่เลียนแบบการทำภาพแบบ HDR แต่ต่างกันตรงที่เราไม่ได้ถ่ายภาพด้วยค่าแสงที่แตกต่างมาปรับรวมกัน แต่จะใช้การปรับเพิ่มและลดแสงจากภาพที่มีอยู่แล้วเพียงภาพเดียวให้เป็นหลายภาพหรือหลายเลเยอร์ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานสามารถใช้งานโปรแกรมแต่งภาพอย่างโฟโต้ชอปได้บ้าง วิธีการก็คือให้เปิดภาพที่ต้องการแก้ไขในโปรแกรมโฟโต้ชอป จากนั้นก็ให้ทำการก๊อปปี้เลเยอร์และปรับแต่งค่าแสงด้วยการใช้เครื่องมือ Level หรือ Curve โดยเน้นเฉพาะตำแหน่งที่ต้องการให้มืดหรือสว่างขึ้นโดยไม่ต้องสนใจกับสภาพแสงในบริเวณอื่น ทำแบบนี้กับทุกจุดที่ต้องการปรับแต่งแสง เราอาจต้องสร้างเลเยอร์เพิ่มขึ้นเป็นหลายเลเยอร์ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราต้องปรับแต่งแสงในตำแหน่งต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงค่อยนำเลเยอร์ทั้งหมดมาแต่งรวมกัน หรือหากไม่ถนัดที่จะปรับรวมด้วยตัวเอง ก็ให้ปรับแสงแล้วเซฟเป็นภาพแต่ละภาพที่มีความสว่างแตกต่างกัน แล้วใช้โปรแกรมทำภาพ HDR เข้าช่วยในการรวมภาพ |
| ความแตกต่างระหว่างการทำ HDR เทียมกับการทำ HDR แบบทั่วไปก็คือ วิธีนี้เหมาะกับภาพที่มีความเปรียบต่างไม่มากจะเกินช่วงการรับแสงของกล้อง ในส่วนที่สว่างมากหรือมืดมากในภาพยังคงต้องมีรายละเอียดให้พอเห็นได้บ้าง ถ้าสว่างเว่อร์จนไม่มีรายละเอียดเลย หรือมืดจนกลายเป็นสีดำปื้น สภาพแบบนี้เราไม่สามารถจะปรับเพื่อดึงเอารายละเอียดของภาพกลับมาได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงเรียกมันว่าการทำภาพแบบ HDR เทียม เพราะการทำภาพแบบนี้เป็นการอาศัยหลักการทำภาพแบบ HDR มาใช้เพื่อปรับแต่งภาพ แต่มันยังไม่สามารถช่วยให้เก็บรายละเอียดในสภาพแสงที่มีความเปรียบต่างสูงเกินไปกว่าที่กล้องจะสามารถทำได้ ให้สมกับคำว่า High dynamic range photo นั่นเอง |
| โปรแกรมสำหรับทำภาพ HDR |
| ปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับทำภาพ HDR ให้เลือกใช้มากมายหลากหลาย มีทั้งแบบโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อทำภาพ HDR โดยเฉพาะ ซึ่งสะดวกและใช้งานง่ายเหมาะกับคนที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ถ้าคนที่คุ้นเคยกับโปรแกรมแต่งภาพอย่างโฟโต้ชอปอยู่แล้ว ก็อาจใช้วิธีแบบแมนนวลเอาภาพที่ถ่ายเตรียมไว้เข้าไปมิกซ์แอนด์แมทช์ด้วยตัวเองได้เลย ซึ่งจะควบคุมทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ แต่ถ้าไม่ถนัดลงมือทำด้วยตัวเองตัวโปรแกรมโฟโต้ชอปก็มีเมนูสำหรับทำภาพ HDR มาให้ในตัวอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจควบคุมผลลัพธ์ให้เป็นไปอย่างที่ต้องการไม่ได้ทั้งหมด จากประสบการณ์ส่วนตัวหลังจากใช้โปรแกรมสำเร็จรูปหรือเมนูทำภาพ HDR ของโฟโต้ชอปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมจะใช้วิธีปรับแต่งแสงเพิ่มเติมด้วยตัวเองอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้ภาพที่ถูกใจตรงกับความต้องการมากที่สุด |
| โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับทำภาพ HDR โดยเฉพาะ ที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือโปรแกรม Photomatix Pro ข้อดีของโปรแกรมประเภทนี้คือใช้งานง่าย ให้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง สามารถปรับโทนสีและแสงเพิ่มเติมได้ มีค่าพรีเซ็ทให้เลือกตามแบบที่เราชอบ ในส่วนที่ปรับแต่งเองได้ยากเช่นตามขอบหรือจุดตัดของแสงที่แรงจะทำได้เนียนกว่า แต่ก็จะมีข้อจะกัดอยู่บ้างเหมือนกันนั่นคือจะใช้งานได้ดีกับภาพที่ไม่มีสิ่งเคลื่อนไหว เนื่องจากเป็นการนำภาพที่ถ่ายด้วยค่าแสงต่างกันทั้งหมดมาซ้อนรวมกัน ภาพที่มีการเคลื่อนไหวเช่นต้นไม้ใบหญ้าที่พริ้วไปตามลม ก้อนเมฆที่ลอยเคลื่อนที่ ภาพเหล่านี้เมื่อนำมาซ้อนเข้าด้วยกันบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวจะซ้อนได้ไม่สนิทและเห็นเป็นภาพเหลื่อม |
| การทำงานของโปรแกรม Photomatix Pro มีขั้นตอนไม่มาก สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยเวลาอันสั้น เริ่มจากเปิดตัวโปรแกรมขึ้นมา คลิ๊กที่ปุ่ม Generate HDR image ที่อยู่ด้านซ้ายมือ ก็จะปรากฏหน้าต่างให้เราเลือกภาพที่ต้องการจะนำมาทำ HDR ขั้นตอนสำคัญอยู่ในส่วนของ Tone Mapping ซึ่งมีค่าต่าง ๆ ให้เราปรับแต่งได้ทั้งความสว่าง โทนสีและอื่น ๆ ต้องค่อย ๆ ลองปรับแล้วดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าได้อย่างที่ต้องการหรือไม่ หลังจากปรับแต่งเป็นที่เรียบร้อยก็เข้าสู่การโพรเซสจากนั้นจึงเซฟเป็นไฟล์ภาพในแบบที่เราต้องการนำไปใช้งาน |
 |
| โปรแกรมสำหรับทำภาพ HDR ที่ได้รับความนิยมมากอย่าง Photomatix Pro เป็นโปรแกรมที่มีหน้าตาเรียบง่าย การใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว ในภาพเป็นขั้นตอนการเลือกภาพที่จะใช้ทำ HDR |
 |
| ในส่วนของโปรแกรมจะมีค่าให้เราสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ตามต้องการทั้งโทนสีและแสง |
 |
| หรือจะเลือกใช้ค่าพรีเซ็ทที่มีมาให้อยู่แล้วซึ่งมีด้วยกัน 4 แบบ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป ต้องดูตามความเหมาะสมในแต่ละภาพและความชอบของตัวเราเองเป็นหลัก |
| ขั้นตอนการถ่ายภาพเพื่อทำ HDR |
|
เมื่อเราได้รู้ถึงหลักการทำภาพ HDR ในขั้นตอนโพรเซสแล้ว เราก็ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการถ่ายภาพด้วย เพื่อให้การโพรเซสภาพนั้นทำได้สะดวกและให้ผลดีที่สุดแนะนำให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ครับ -เลือกระบบบันทึกภาพ ในกรณีที่ต้องการถ่ายภาพแลนด์สเคปเพื่อมาทำ HDR แนะนำว่าควรใช้ระบบบันทึกภาพแบบออโต้ชัตเตอร์ (A / Av) หรือโหมดแมนนวล (M) เพื่อให้สามารถสำหนดขนาดรูรับแสงไว้ตายตัวได้ และหันไปรับเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์เพื่อเพิ่มหรือลดปริมาณแสงแทน ไม่เช่นนั้นแล้วการปรับเปลี่ยนขนาดรูรับแสงจะทำให้ระยะชัดในแต่ละภาพต่างกัน การซ้อนภาพก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร -ตั้งค่าสำหรับบันทึกภาพ เพื่อความสะดวกรวดเร็วแนะนำให้ใช้ระบบถ่ายคร่อมค่าแสงอัตโนมัติ (Autobracketing) กำหนดจำนวนภาพ และค่าความต่างของแสงในแต่ละภาพที่ต้องการ ตรงนี้ควรพิจารณาจากสภาพแสงในตอนนั้นว่ามีช่วงความเปรียบต่างแสงมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากในภาพมีความเปรียบต่างของแสงมากก็อาจต้องถ่ายจำนวนภาพมากหน่อยอาจจะซัก 5-7 ภาพ แต่ถ้าไม่มากก็อาจแค่ 2-3 ภาพก็พอ ยิ่งจำนวนภาพมากเท่าไหร่การทำงานก็จะยิ่งยุ่งยากขึ้นและเวลาในการโพรเซสไฟล์ก็จะยิ่งนานขึ้นด้วย ส่วนการกำหนดค่าความต่างของแสงที่จะบันทึกในแต่ละภาพต้องขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการความละเอียดในการไล่โทนแสงมากน้อยแค่ไหน ถ้าต้องการละเอียดมากก็อาจตั้งค่าความต่างในแต่ละภาพห่างกัน ½ - 1 สตอป แต่ถ้าไม่ได้ต้องการละเอียดมากก็อาจตั้งให้แต่ละภาพได้รับแสงห่างกันภาพละ 2 สตอป -ตั้งค่าไวท์บาลานซ์ กำหนดค่าไวท์บาลานซ์เพื่อให้ได้โทนสีภาพตามที่ต้องการ แนะนำว่าไม่ควรใช้โหมดออโต้ไวท์บาลานซ์เพื่อป้องกันความผิดเพี้ยนของโทนสีในแต่ละภาพ -ใช้ขาตั้งกล้องทุกครั้ง เนื่องจากเป็นการนำภาพมาซ้อนเข้าด้วยกัน เราจึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อให้มั่นใจว่าภาพที่ถ่ายจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทั้งหมด -ใช้สายลั่นชัตเตอร์ แนะนำให้ใช้จนติดเป็นนิสัยเลยนะครับ ถ้าหากว่าต้องการได้ภาพที่คมชัดสุด ๆ ไม่เฉพาะแต่กับการทำภาพ HDR เท่านั้น แนะนำให้ใช้กับภาพทุกประเภทที่ต้องการความนิ่งและความชัวร์ ขณะที่เรากดปุ่มบันทึกภาพด้วยนิ้วมือเราจำเป็นต้องออกแรงกดและปล่อยนิ้วเมื่อบันทึกภาพเสร็จ ถึงแม้เราจะพยายามให้เบาที่สุดแล้วก็ตามแต่โอกาสทำให้ภาพไม่คมชัดก็ยังมีอยู่ วิธีเดียวที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าภาพจะคมชัดอย่างที่สุดก็คือการไม่ไปสัมผัสตัวกล้อง เราจึงจำเป็นต้องใช้สายลั่นชัตเตอร์ หรือรีโมทเป็นตัวควบคุม -ล็อคกระจกสะท้อนภาพทุกครั้ง แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการดีดตัวของกระจกสะท้อนภาพจะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดได้หากว่าความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้ไม่สูงพอ ยิ่งในกรณีที่ต้องถ่ายต่อเนื่องติดต่อกันหลายภาพก็ควรต้องทำเป็นอย่างยิ่ง
|
 |
| ภาพถ่ายตัวอย่างที่จะนำมาเข้าสู่กระบวนการทำ HDR ในตัวอย่างนี้เป็นการถ่ายทั้งหมด 4 ภาพด้วยกัน โดยกำหนดค่ารูรับแสงตายตัวไว้ที่ F8 และปรับเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์เพื่อควบคุมปริมาณแสงโดยปรับค่าความต่างของแต่ละภาพที่ 1 สตอป |
| ในการทำภาพ HDR แนะนำว่าควรถ่ายเป็น RAW File นะครับเพื่อให้ภาพมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งได้สูงที่สุด ในขั้นตอนการเตรียมภาพหากเราได้ศึกษาและรู้ถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ของกระบวนทำภาพ ก็จะทำให้เรากำหนดเงื่อนไขในการถ่ายภาพได้อย่างถูกต้องและเมื่อนำภาพเข้าสู่กระบวนการทำ HDR ก็จะได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่ต้องการมากที่สุด แรก ๆ อาจรู้สึกว่ายุ่งยากทั้งในขั้นตอนการถ่ายและกระบวนการโพรเซส แต่หากได้ทำบ่อย ๆ ก็จะคุ้นเคยและสนุกกับมัน บางคนถึงกับติดงอมแงมเลยทีเดียว ผมเคยอ่านบทความจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งของต่างประเทศที่ช่างภาพฝรั่งได้เขียนเอาไว้ เค้าบอกว่าผลงานของเขากว่า 70% ใช้เทคนิคการแต่งภาพแบบ HDR ช่วยด้วยเสมอ แนะนำให้ลองศึกษาดูนะครับอย่างน้อยในหลาย ๆ สถานการณ์มันก็ช่วยให้เราแก้ไขจุดบกพร่องในภาพได้ ส่วนจะชอบไม่ชอบก็ขึ้นอยู่สไตล์การถ่ายภาพของแต่ละคน (อ่านกระบวนการโพรเซสภาพ HDR เพิ่มเติมได้ที่นี่) |