 |
 |
|
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูภาพยนตร์มากโดยเฉพาะภาพยนตร์ต่างประเทศ เทคนิคหนึ่งที่เราได้เห็นอยู่บ่อยๆ คือการใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยปรับแสงและสีในแบบไฮคอนทราสต์ ซึ่งทำให้ภาพดูดิบช่วยเสริมอารมณ์ที่ดูเคร่งขรึม อย่างในหนังคาวบอยหรือหนังใต้ดินพวกแกงค์สเตอร์ เป็นแนวภาพที่ผมชอบแนวหนึ่งและมักจะใช้กับการปรับแต่งภาพเพื่อให้ดูขลังและออกจะคลาสสิคด้วย
ภาพคาวบอยภาพนี้ก็เช่นกัน กว่าจะออกมาเป็นภาพที่เห็นต้องใส่เทคนิคปรับแต่งกันหลายกระบวนการ คุณพี่ที่เป็นแบบแกเป็นคาวบอยจริงครับ แต่ไม่ใช่คาวบอยแบบในหนังนะครับ แกชอบแต่งตัวสไตล์นี้ไปไหนมาไหนแกก็แต่งของแกแบบนี้แหละครับ กิจกรรมที่จัดขึ้นเกี่ยวกับคาวบอยทั้งหลายแกไม่เคยพลาด โดยเฉพาะงานคาวบอยไนท์ที่จัดเป็นประจำทุกปีของอำเภอมวกเหล็ก
ในขั้นตอนการถ่ายไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงใช้ไฟสองดวง ไฟหลักเป็นซอฟท์บอกซ์ส่องจากด้านข้าง อีกดวงส่องฉากด้านหลัง คอนเซปท์ภาพคือต้องการแสดงบุคคลิกที่เคร่งขรึมโทนภาพที่ดูคลาสสิค สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือคุณพี่คาวบอยท่านนี้แกมีผิวหน้าที่ไม่เรียบร่องผิวลึก การให้แสงจากด้านข้างเท่ากับเป็นการเน้นริ้วรอยบนหน้ามากยิ่งขึ้น จึงต้องให้แสงในแบบที่ไม่แรงจัดแล้วค่อยมาปรับแต่งด้วยโฟโตชอป ซึ่งจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า เพียงแต่รักษาทิศทางของแสงในแบบที่ต้องการไว้ให้ได้
นี่เป็นอีกภาพหนึ่งที่แสดงศักยภาพของโปรแกรมโฟโตชอปได้เป็นอย่างดี ภาพที่ได้หลังเสร็จสิ้นกระบวนการปรับแต่งอาจทำให้คุณจินตนาการถึงภาพต้นฉบับไม่ออกว่าแตกต่างกันเพียงไหน ไม่เชื่อลองขยับเมาท์ไปชี้ที่ภาพเพื่อเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วคุณจะเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร
ขั้นตอนการปรับแต่งภาพนี้อาจมีหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนเพียงแต่ต้องลำดับถึงสิ่งที่ต้องการแก้ไขในภาพให้ได้ อันดับแรกให้คิดก่อนว่าเราต้องการปรับแก้ส่วนไหนของภาพบ้าง และไล่เรียงว่าสิ่งไหนควรทำก่อนและหลัง
|
| Step 1 |
| เปิดภาพต้นฉบับขึ้นมา กดปุ่ม Ctrl+j เพื่อก๊อปปี้เลเยอร์ เราจะใช้เลเยอร์ใหม่ที่ได้สำหรับการปรับแต่งผิวหน้าให้ดูดีขึ้น |
 |
| Step 2 |
| ผิวหน้าต้นฉบับของคาวบอยค่อนข้างหยาบ มีร่องผิวลึก จึงต้องใช้เครื่องมือ Healing Brush Tool เพื่อลบริ้วรอยขนาดใหญ่ กดปุ่ม J ที่คีย์บอร์ด หรือคลิกเลือกจากทูลบ๊อกซ์ด้านซ้าย การเลือกขนาดหัวแปรงไม่ควรเลือกขนาดใหญ่มากเพราะจะทำให้ภาพต่อไม่สนิทและดูไม่เป็นธรรมชาติ โดยมากจะเลือกขนาดแค่เพียงให้ครอบคลุมส่วนที่ต้องการลบเท่านั้น ปรับความคมของหัวแปรงให้ลดลงโดยตั้งค่า Hardness ไปที่ 50 จากนั้นทำการลบจุดที่เป็นริ้วรอยเลือกตำแหน่งที่จะใช้เป็นผิวต้นแบบโดยกดปุ่ม Alt และคลิกเลือกตำแหน่งที่ต้องการ ตำแหน่งที่เหมาะสมคือบริเวณโดยรอบที่เราต้องการแก้ไขนั่นเอง |
 |
|

ภาพเปรียบเทียบหลังจากใช้ Healing Brush Tool ปรับแต่งแล้ว
|
| Step 3 |
| เมื่อได้ภาพที่แต่งด้วย Healing Brush Tool เรียบร้อย เพื่อไม่ให้สับสนผมเปลี่ยนชื่อ Layer 1 ให้เป็น Healing Brush ในที่นี้ผมตั้งชื่อตามเครื่องมือเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการปรับผิวให้ดูดียิ่งขึ้น ให้ก๊อปปี้เลเยอร์ Healing Brush ด้วยการกดปุ่ม Ctrl+j เปลี่ยนชื่อเลเยอร์ใหม่เป็น Blur (การเปลี่ยนชื่อเลเยอร์ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน จะใช้ชื่อไหนก็ได้ หรือจะไม่เปลี่ยนก็ได้ ในที่นี้เพียงแค่ต้องการให้จำได้ว่าเราได้ทำขั้นตอนใดไปบ้าง จึงตั้งชื่อเลเยอร์ตามอุปกรณ์ที่ใช้) จากนั้นปรับให้เบลอด้วย Fiter >Blur >Gaussian Blur ค่า Radius ที่ใช้ขึ้นอยู่กับขนาดและความละเอียดของภาพ ยิ่งภาพมีขนาดใหญ่มากค่า Radius ก็ยิ่งต้องสูงขึ้นให้ดูจากหน้าต่างพรีวิวเป็นหลักหรือขยายภาพเป็น 100% กรณีนี้เลือกใช้ที่ 5 เนื่องจากภาพตัวอย่างมีขนาดเล็ก |
 |
| Step 4 |
ที่เลเยอร์ Blur ให้กดปุ่ม Alt ค้างไว้และคลิกปุ่ม Layer Mask เพื่อสร้างมาส์คสีดำซ่อนเลเยอร์ Blur จะเห็นว่าภาพกลับมาชัดเหมือนเดิม ที่ทำแบบนี้เนื่องจากเราต้องการปรับแต่งผิวในบางจุดเท่านั้น กดปุ่ม B ที่คีย์บอร์ดหรือคลิกเลือก Brush Tool ปรับขนาดให้พอเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการปรับผิว ใช้หัวแปรงชนิดขอบฟุ้ง ลดค่า Opacity ให้เหลือประมาณ 30% ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสีโฟร์กราวนด์เป็นสีขาว ลงมือระบายบริเวณผิวหน้าที่ต้องการปรับให้เนียน เลี่ยงบริเวณดวงตา ปาก หนวดเคราและเส้นผม ข้อควรระวังในการปรับแต่งผิวหน้าคน ไม่ควรปรับให้เนียนจนเกินเหตุเพราะจะทำให้ดูเหมือนตุ๊กตา ให้เหลือร่องรอยของผิวไว้บ้างจะดูสมจริงกว่าโดยเฉพาะผิวหน้าผู้ชาย มีเคล็ดสำคัญที่อยากแนะนำอยู่หนึ่งอย่างนั่นคือขณะระบายลงบนมาส์คเพื่อให้เกิดความเบลอควรระบายให้โอเวอร์ไว้เล็กน้อย แล้วมาปรับลดค่า Opacity ของเลเยอร์ทีหลัง วิธีนี้จะช่วยให้ดูสมจริงมากยิ่งขึ้น ในตัวอย่างนี้หลังจากปรับผิวจนทั่วแล้วผมปรับลดค่า Opacity ของเลเยอร์ Blur ลงเหลือ 80% |
 |
 |
| ถึงตอนนี้เราก็ได้คาวบอยที่ดูดีขึ้นแล้ว ลองดูภาพเปรียบเทียบจะเห็นว่าผิวหน้าของคาวบอยดูดีขึ้นแต่ไม่ถึงกับเรียบเนียน เนื่องจากเป็นผิวหน้าของผู้ชายและที่สำคัญไม่ควรแต่งให้ดูผิดไปจากความเป็นจริงมาก เจ้าของภาพดูแล้วอาจรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเอง การรีทัชภาพบุคคลเราควรปรับให้ดูดีขึ้นแต่ยังคงความเป็นตัวตนของเจ้าของภาพไว้ไม่ใช่แต่งจนกลายเป็นคนอื่น |
| Step 5 |
| ขั้นตอนต่อไปเป็นการปรับแสงและคอนทราสต์ให้กับภาพ โดยคลิกเมาท์ที่เลเยอร์ Blur ให้เป็นแถบสีน้ำเงิน กดปุ่ม Shift+Ctrl+Alt+E เพื่อรวมเลเยอร์ จะเห็นว่าเราได้เลเยอร์ใหม่ขึ้นมาชื่อ Layer 1 ซึ่งเกิดจากการรวมเลเยอร์ทั้งหมดให้เป็นเลเยอร์ใหม่ โดยยังคงเลเยอร์เก่าไว้ ผมมักทำเช่นนี้เผื่อไว้เมื่อต้องการกลับมาแก้ไขอีกก็จะสามารถทำได้โดยง่าย |
 |
| Step 6 |
| ทำการก๊อปปี้ Layer 1 ขึ้นมาอีกหนึ่งเลเยอร์ ผมตั้งชื่อเลเยอร์ใหม่ว่า Face เพราะต้องการปรับค่าแสงโดยเน้นที่ใบหน้าเป็นหลัก กดปุ่ม Ctrl+L เพื่อเรียกพาเลท Levels ขึ้นมา ทำการปรับแต่งค่าแสงโดยให้ความสำคัญเฉพาะที่ใบหน้าเท่านั้นยังไม่ต้องสนใจในส่วนอื่น ในที่นี้ผมปรับโทนแสงโดยรวมให้เข้มขึ้นและเพิ่มคอนทราสต์เพื่อเน้นการไล่แสงที่มาจากด้านข้างให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากภาพตัวอย่างเมื่อได้ค่าแสงที่ใบหน้าตามที่ต้องการแล้วปรากฏว่าบริเวณปีกหมวกด้านขวาจมหายไปกับความมืดพร้อมฉากหลัง นี่คือสิ่งที่เราจะจัดการในขั้นตอนต่อไป |
 |
| Step 7 |
| คลิกที่รูปดวงตาหน้าเลเยอร์ face เพื่อปิดไว้ก่อน กลับไปที่ Layer 1 กด Ctrl+j เพื่อก๊อปปี้เลเยอร์ขึ้นมาใหม่ คราวนี้ตั้งชื่อเป็น background กดปุ่ม Ctrl+L เพื่อเรียกพาเลท Levels ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ปรับให้บริเวณฉากหลังและปีกหมวกสว่างขึ้นโดยไม่ต้องสนในสภาพแสงที่ใบหน้าว่าจะโอเวอร์ขนาดไหน |
 |
| Step 8 |
กลับมาที่เลเยอร์ face คลิกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นคลิกปุ่ม Layer Mask แล้วกดปุ่ม B ที่คีย์บอร์ดหรือเลือก Brush Tool จากทูลบอกซ์ด้านซ้าย ปรับหัวแปรงให้มีขนาดใหญ่ (ดูจากภาพตัวอย่าง) ลดความคมหัวแปรงลงโดยตั้งค่า Hardness ให้เป็น 0 ค่า ปรับค่า Opacity ให้เหลือ 20% และเลือกสีโฟร์กราวด์ให้เป็นสีดำ ในขั้นตอนนี้เป็นการผสมผสานเลเยอร์ทั้งสองเข้าด้วยกัน ระหว่างเลเยอร์ face และ เลเยอร์ background ค่อยๆ ระบายบริเวณที่ต้องการให้มีรายละเอียด ในที่นี้คือบริเวณฉากหลังทั้งด้านซ้ายและขวา และบริเวณปีกหมวก (ลูกศรชี้) สาเหตุที่เลือกใช้หัวแปรงขนาดใหญ่และค่า Opacity น้อย ก็เพื่อให้สามารถระบายตรงส่วนเชื่อมบริเวณใบหน้าของเลเยอร์ face และบริเวณฉากหลังของเลเยอร์ background ให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืนไร้รอยต่อ หัวแปรงที่ฟุ้งและความเข้มเพียง 20% ช่วยให้ไม่ต้องกังวลว่าจะระบายล้ำเข้าไปในส่วนของใบหน้า อันที่จริงแล้วผมระบายลึกเข้าไปถึงบริเวณหู จอนผม และใบหน้าฝั่งซ้ายด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงขณะระบาย ไม่ควรคลิกเมาท์ถี่ๆ ในการคลิกเมาท์แต่ละครั้งให้คลิกค้างแล้วลากเป็นบริเวณกว้าง ในครั้งแรกๆ ควรเน้นบริเวณเชื่อมต่อและไล่ไปให้ทั่วบริเวณที่ต้องการให้สว่างขึ้น ในการคลิกเมาท์ครั้งต่อไปค่อยขยับห่างจากบริเวณรอยต่อเพื่อเป็นการไล่โทนให้กลมกลืน ต้องไม่ลืมว่าเมื่อคลิกเมาท์แต่ละครั้งเรากำลังเจือจางความทึบของเลเยอร์ที่อยู่ด้านบนลงไปตามค่า Opacity ที่เราเลือกไว้ ในที่นี้คือ 20% ยิ่งคลิกเมาท์บ่อยเท่าไหร่ก็ยิ่งเผยให้เห็นรายละเอียดของเลเยอร์ถัดลงไปมากยิ่งขึ้น |
 |
| Step 9 |
| หลังจากเฉลี่ยค่าแสงของทั้งสองเลเยอร์เข้าด้วยกันแล้ว ในขั้นตอนนี้ผมจะทำการปรับเปลี่ยนโทนสีของภาพสักหน่อย จะเห็นว่าเมื่อปรับแสงและคอนทราสต์ให้จัดขึ้นโทนสีในภาพก็จะจัดขึ้นด้วย ทำให้ใบหน้าคาวบอยตอนนี้แดงขึ้นกว่าเดิมมากและโทนภาพโดยรวมอมม่วงเล็กน้อย ผมใช้เครื่องมือ Color Balance ในพาเลท Adjustments เป็นตัวจัดการ โดยปรับลดโทนสีแดงลงและเพิ่มโทนเหลืองเข้าไปในภาพตามตัวอย่าง |
 |
| Step 10 |
| จากนั้นทำการลดความจัดจ้านของสีลงเพื่อให้ภาพดูเคร่งขรึมขึ้น คลิกเลือก Hue/Saturation จากพาเลท Adjustments แล้วปรับลดค่า Saturation ลงเหลือ -59 จะทำให้โทนสีของภาพจืดจางลงจนเกือบเป็นภาพขาว-ดำ |
 |
| Step 11 |
| ทำการย้อมสีให้กับภาพอีกซักเล็กน้อยเพื่อให้ภาพมีโทนสีอุ่นขึ้น คลิกเลือก Gradient Map จากพาเลท Adjustments แล้วตั้งค่าสีตามตัวอย่าง จากนั้นเปลี่ยน Blend Mode ของเลเยอร์ Gradient Map 1 ให้เป็น Soft Light แล้วลดค่า Opacity ลงเหลือ 20% |
 |
| Step 12 |
| เมื่อปรับแต่งโทนสีในภาพได้อย่างที่ต้องการแล้วทีนี้ก็เหลือแค่เพียงปรับความคมชัดให้กับภาพ ก่อนอื่นให้ทำการรวมเลเยอร์ขึ้นมาใหม่โดยคลิกที่เลเยอร์บนสุดแล้วกดปุ่ม Shift+Ctrl+Alt+E เสร็จแล้วให้คลิกเลือกที่ Filter / Sharpen / Smart Sharpen |
 |
| เมื่อปรากฏหน้าต่างการตั้งค่าของ Smart Sharpen ขึ้นมา ในช่อง Remove: ให้เลือกเป็น Lens Blur แล้วคลิกเลือกเช็คบอกซ์ More Accurate ให้เป็นเครื่องหมายถูก เสร็จแล้วก็เริ่มปรับความคมตามความเหมาะสมให้กับภาพ ในตัวอย่างนี้ใช้ค่า Amount: ที่ 200% และ Radius: ที่ 0.2 pixels |
 |
| Step 13 |
| แล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการเพิ่มนอยส์เข้าไปในภาพเพื่อให้ดูขลังขึ้นอีกเล็กน้อย ให้ก๊อปปี้ Layer 2 โดยกดปุ่ม Ctrl+J แล้วเลือกที่เมนู Filter / Noise / Add Noise... เมื่อปรากฏหน้าต่างการตั้งค่าขึ้นมาก็เลือกปรับได้เลยว่าต้องการให้ภาพมีนอยส์มากน้อยแค่ไหน ในตัวอย่างนี้ผมใช้ค่า Amount ที่ 1% คลิกเลือก Distribution ให้เป็น Gaussian และเลือกเช็คบอกซ์ Monochromatic เพื่อให้ได้นอยส์ในแบบเกรย์สเกล เสร็จแล้วก็คลิก OK ได้เลย ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด สาเหตุที่ผมเลือกเพิ่มนอยส์ในขั้นตอนสุดท้ายหลังจากปรับภาพให้คมแล้ว ก็เพราะไม่ต้องการให้กระบวนการ Sharpen ไปเน้นให้นอยส์ที่เพิ่มเข้าไปมันเด่นขึ้นมาอีก เนื่องจากต้องการให้มีนอยส์ในภาพเพียงบางๆ เท่านั้นจึงต้องทำการปรับ Sharpen ให้เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อนแล้วจึงใส่นอยส์เข้าไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย |
 |
|
ผมขยายภาพขึ้นมาเพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลังจากได้ปรับแต่งเป็นที่เรียบร้อย จะสังเกตเห็นว่าในส่วนของใบหน้าจะคงเหลือผิวเดิมไว้พอสมควร นั่นเป็นเพราะ ข้อแรกภาพคาวบอยผิวเนียนมันดูแล้วขัดกับภาพในจินตนาการของคนส่วนใหญ่ ซึ่งจะคุ้นกับใบหน้าที่ดูดิบเถื่อนเสียมากกว่า สองคือไม่ต้องการให้ภาพดูผิดไปจากความเป็นจริงมากซึ่งจะทำให้เจ้าของภาพดูแล้วอาจรู้สึกขัดเขิน เวลานำภาพไปโชว์ให้คนรู้จักดูอาจมีคนทักว่า " ทำไม่ผิวเนียนยังงี้ เว่อร์ไปรึป่าว " ในการปรับผิวหน้าจึงต้องเน้นให้ดูเป็นธรรมชาติไม่เว่อร์จนเกินไป ไม่จำเป็นว่าถ้าแต่งผิวแล้วจะต้องให้เนียนไปซะหมดควรดูตามความเหมาะสมของแต่ละภาพด้วย อีกส่วนที่สำคัญในการปรับแต่งภาพนี้คือการเน้นคอนทราสต์แสงให้แรงขึ้น ผลที่ได้นอกจากทำให้ภาพดูมีมิติขึ้นแล้ว ยังช่วยซ่อนใบหน้าที่ดูอวบใหญ่ของคุณพี่คาวบอยให้ดูผอมลง เนื่องจากซีกของใบหน้าด้านขวาบางส่วนจมหายไปกับเงามืด
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะไม่เห็นเด่นชัดมากหากดูแต่เพียงภาพผลลัพธ์อย่างเดียว แต่หากนำมาเปรียบเทียบกับต้นฉบับแล้วจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพอย่างชัดเจน (ชี้เมาส์ที่ภาพค้างไว้เพื่อดูเปรียบเทียบกับภาพต้นฉบับ)
|
 |